ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก Wanganui : Beyond the Comfort Zone, North and South Magazine. June, 1995 เขียนโดย Cate Brett (ตีพิมพ์ลงในนิตยสารอาทิตย์รายสัปดาห์ ระหว่าง ปี พ.ศ.2538-2539)
ตอนที่ 1

ความมืดสลัวแผ่เข้าปกคลุม จึงเห็นความแตกต่างอย่างที่สุดของ “ปาไกโตเร มาราเอ” หลังจากช่างภาพกลับเข้าที่พักและจัดการอย่างรีบร้อนกับข่าวชิ้นใหม่ล่าสุดของวันรุ่งขึ้น ปาไกโตเรจึงเผยบรรยากาศอีกมุมหนึ่ง

เสียงเป่าหอยสังข์เรียกคนที่มาเยี่ยม(มานูฮิริ) และชาวเมารีทุกชนเผ่า(อีวี่) หลังจากอาหารมื้อเย็นให้มารวมกันอยู่รอบๆ ที่พัก(ฟาเรปูนิ) เพื่อทำพิธีสวดมนต์ในตอนค่ำ ตามด้วยการชี้แจงกฏระเบียบของมาราเอ เรื่องการเงินและการดูแลด้านอาหารและที่พักเพื่อนำไปสู่ความหมายของ “วางานูอิทางา(Wanganui Tanga)”

ชายสูงวัยอาวุโสยืนและท่องคำอธิษฐานในภาษาเมารี คนทั้งหลายท่องตาม คนกลุ่มหนึ่งร้องเพลงเสียงสูงน่าขนลุกเสริมขึ้นมา สตรีวัยกลางคนและสตรีสูงวัยอาวุโสนั่งซุกตัวอยู่ในผ้าห่มกันความเย็นชื้นที่แผ่มาจากแม่น้ำวางานูอิที่ไหลเอื่อยช้า ต่างพากันเสกเป่ามนต์คาถาอันคุ้นเคยเพื่อปัดเป่าความตึงเครียดในแต่ละวัน

หมายเหตุผู้แปล : ปาไกโตเรคือชื่อป้อมค่ายอันแก่แก่ของเมารี ส่วนมาราเอ คือสิ่งก่อสร้างที่เป็นหอประชุม มีการประดับประดาด้วยศิลปะแบบเมารี เป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชน หรือหมายถึงพื้นที่กลางแจ้งใช้สำหรับการพบปะและชุมนุมในโอกาสต่างๆ และมีสถานที่ที่ใช้ร่วมกันรวมทั้งหอประชุม เมารีเข้ายึดสวนสาธารณะโมวทอซึ่งเป็นพื้นเดิมของป้อมค่าย จึงเรียกว่า “ปาไกโตเร มาราเอ”
หมายเหตุผู้แปล : “Wanganui Tanga” เป็นคำผสมในภาษาเมารีโดยใช้คำนามผสมกับคำว่า tanga และจะมีความหมายตามเนื้อหานั้นๆ เช่น Maori-tanga ความภูมิใจในความเป็นเมารี ส่วน Wananuitanga ในที่นี้คือ สิทธิในการปกครองตนเอง

กลุ่มสตรีสูงวัยอาวุโสเหล่านี้มีอายุราว 80-90 ปี ซึ่งในวัฒนธรรมของปาเกฮา พวกเธอจะถูกจัดการเหมือนแมวที่เลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน แต่ที่นี่ พวกเธอมีความทัดเทียมและศักดิ์สิทธิ์เท่ากับคนรุ่นลูกหลานของเธอที่กำลังจัดการดูแลมาราเอและตีลูกเบสบอลอยู่ในสนาม สตรีเหล่านี้เป็นผู้จุดประกายให้กับคนหนุ่มสาวเมารี สตรีที่เรียก เคน แมร์ ผู้นำคนหนึ่งในการชุมนุมว่า “จอนห์นี่มาสาย”

หมายเหตุผู้แปล : “ปาเกฮา” เป็นชื่อเรียกชนผิวขาวในภาษาเมารี

ความแปลกประหลาดเช่นนี้นับเป็นครั้งแรกของกรณีความขัดแย้งและความไม่ชัดเจนหลายต่อหลายครั้งในเรื่องราวของโมวทอ

ฉันมาถึงวางานูอิในวันที่ 23 หลังจากเมารีเข้ายึดครองสวนสาธารณะโมวทอ เป็นวันหลังจากที่สภาเมืองวางานูอิบอกว่าเหลือเวลาอีกเพียงเจ็ดวันพวกเขาต้องออกไป ฉันมาถึงพร้อมด้วยภาพของเมารีหัวรุนแรงแสดงอาการท้าทายและปฏิเสธอำนาจของปาเกฮา

ความทรงจำที่เลือนหายไปในวันคริสต์มาสปีกลายได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง คือรายงานข่าวการตัดหัวรูปปั้นจอห์น บาลลานส์ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกิจการชนพื้นเมืองช่วงศตวรรษที่ 19 ในสวนสาธารณะเมืองวางานูงิ และเดือนกุมภาพันธ์ 2538 การตัดหัวรูปปั้นครั้งที่สองและการปิดถนนของกลุ่มเมารีหัวรุนแรงนามว่า เท อะฮี คา เพื่อก่อกวนมหกรรมกีฬามาสเตอร์เกมที่เมืองวางานูอิเป็นเจ้าภาพ

ท้ายที่สุด การเจรจาต่อรองสนธิสัญญาไวทาหงิ นายดุค เกรแฮม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการอืดอาดยืดยาดเข้าไปในวางานูงิเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 เพื่อจัดการพูดคุยในที่ชุมนุมเรื่องจดหมายแถลงงบประมาณอันโชคร้ายที่ “คาอิฟาอิกิ-มาราเอ” ในขณะที่การเฉลิมฉลองวางานูอิทางาไดจัดขึ้นที่สวนสาธารณะโมวทอ การเฉลิมฉลองที่แปรสภาพอย่างรวดเร็วมากใต้ร่มของเต็นท์และความมืด แบบเดียวกับการยึดครองที่บาสตันพอยส์

ข่าวโทรทัศน์บอกเราว่า ตัวละครคนสำคัญคือนักกิจกรรมทางสังคมชาวเมารีชื่อเคน แมร์ และนายกเมืองวางานูมิ และนักธุรกิจนาม ชาส พอยน์เตอร์ แล้วเคน แมร์ เป็นใครล่ะ เขาบอกกับคนทั่วไปว่า เขาเป็นสมาชิกของ “เท อะฮีคา” กลุ่มเมารีที่กระตือรือร้นและมีจิตใจสูงส่งซึ่งมีเป้าหมายเน้นไปที่อำนาจในการปกครองตนเอง ความเกี่ยวพันของชนเผ่าที่เขาสังกัดกับชนเผ่าเมารีแห่งแม่น้ำวางานูอิได้สืบสายผ่านชนเผ่างาติ ทูเอรา และ งาติ ฮิเน เอโร ปัจจุบันเขาอายุ 30 ปีกว่า เขากลับมาบ้านที่วางานูอิพร้อมด้วยภรรยาและลูกน้อย เคนทำงานด้านการแพทย์ในราชนาวีนิวซีแลนด์ในปลายทศวรรษ 1970 และระหว่างปี พ.ศ.2530 จนถึงปลายปี พ.ศ.2537 เขาได้รับการว่าจ้างเป็นเจ้าหน้าที่เมารีในสมาคมครูมัธยมศึกษา

มากาเรตา ทาวารัว นักบวชคาทอลิก หนึ่งในสตรีอาวุโสผู้จุดประกายไฟการต่อสู้ให้ชาวเมารีรุ่นใหม่

สตรีที่เรียกเคน แมร์ ว่าจอนห์นี่มาสาย คือ มาการาตา ทาวารัว นักบวชคาทอลิกวัยกลางคนของคณะนิกายเซนต์โยเซฟ มากาเรตาเคยมีบทบาทโดดเด่นในเครือข่ายความเป็นธรรมทางสังคมแห่งคริสเตียน (คนในเมืองวาานูอิส่วนมากเป็นคาทอลิก) เธอเคนทำงานเรื่องการยกระดับจิตสำนึกและประสานเครือข่ายชนพื้นเมืองทั่วเอเชียแปซิฟิกเป็นเวลาหลายสิบปี แม้ว่ามากาเรตาลดบทบาทตัวเองลงและอยู่ในกลุ่มที่ไม่พูดแสดงออกในการชุมนุมที่โมวทอ ทั้งเธอและสตรีอาวุโส  ชื่อ เท มานาวาอูนิ ปาอูโร มีส่วนสำคัญที่ปาไกโตเรอย่างชัดเจน บทบาทของเคน แมร์ ผู้เป็นนักพูดที่แหลมคมและผู้นำมวลชนจึงมักทำให้สื่อมวลชนสับสนและเข้าใจผิดพลาด

หากพวกเขาเหล่านั้นเป็นพวกที่ชอบก่อความวุ่นวาย ทำไมจึงมีพิธีสวดมนต์ และมีการอภิปรายอย่างเข้มข้นเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของมาราเออย่างเข้มงวด?

ผู้เข้าร่วมชุมนุมยึดสวนสาธารณะโมวทอมีทั้งเด็กและสตรี

คืนนี้เช่นเดียวกับทุกคืน การปราศรัยได้เริ่มขึ้น  มีการหยิบยกเรื่องการจัดการที่พักในที่ชุมนุม ผู้รับผิดชอบเรื่องการเงินรายงานว่าจนถึงสุดสัปดาห์มีเงิน 4,000 เหรียญ(นิวซีแลนด์) ที่บริจาคเข้ามาราเอ (หนึ่งในผู้บริจาคคือ เกรแฮม ลาทิเมอร์ ประธานสภาเมารีแห่งนิวซีแลนด์)

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วางานูอิ ครอนิเคิล รายงานว่า นักธุรกิจในพื้นที่ไม่พอใจต่อการชุมนุมของเมารีซึ่งสร้างความเสียหายต่อธุรกิจของตน แต่ความจริงแล้ว การชุมนุมได้กระตุ้นให้เศรษฐกิจคึกคัก ภายในเมือง โรงแรม ที่พักประเภทต่างๆ และบริษัทเช่ารถมีรายได้เพิ่มขึ้นจากสื่อมวลชน แม้กระทั่งโรงเรียนนายร้อยทหารเรือสาขาวางานูอิก็ยังมีรายได้จากโทรทัศน์นิวซีแลนด์ 1,000 เหรียญ เพื่อให้ช่างภาพเข้าไปตั้งกล้องบนหลังคาตึกที่สามารถมองเห็นสวนสาธารณะโมวทอได้ทั่ว

มีเพียงนักธุรกิจท้องถิ่นสองคนที่ปฏิเสธว่าไม่ส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของเมารี กลุ่มผู้ชุมนุมใช้เงิน 3,000 เหรียญ เป็นค่าใช้จ่ายนับตั้งแต่เริ่มเข้ายึดสวนสาธารณะ และอีก 1,000 เหรียญมาจากการบริจาคของชาวเมารีและปาเกฮาที่มีอารมณ์ร่วมทั่วประเทศ จากการจัดอันดับความนิยม การชุมนุมประท้วงของเมารีได้รับความสนใจมากกว่ากิจกรรมธุรกิจที่แข่งขันกันบนถนนสายหลักในเมืองวางานูอิ ร้านแวร์เฮาส์ที่ขายข้าวของเครื่องใช้สารพัดที่อยู่ทั่วไปในนิวซีแลนด์ขายเต็นท์และอุปกรณ์แคมปิ้งดีเป็นเทน้ำเทท่า

ตามมาด้วยรายงานจากหัวหน้ารักษาความปลอดภัย ลีออน เรเรคูรา ซึ่งได้ประกาศย้ำถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงกลางคืน และเน้นให้ผู้มาเยี่ยมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของชนเผ่าเมารีแห่งวางานูอิ คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดในที่ชุมนุม และไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษ ผู้ที่ทะเลาะเบาะแว้งกันต้องออกไป

เป็นทีรู้กันดีกว่า เมารีบางคนในที่ชุมนุมประท้วงถูกตักเตือนให้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่นำไปสู่การปะทะ และการใช้จ่ายเงินอย่างไม่ระมัดระวัง คนหนุ่มสาวชาวเมารีเข้ามาร่วมชุมนุมเพราะพวกเขาพร้อมที่จะก่อหวอดเรื่องค่าจ้าง ต่อต้านระบบ และต่อต้านชาวปาเกฮา มีการย้ำเตือนทุกคืนว่า การก่อเหตุวิวาทกับคนทั่วไปหรือตำรวจถือว่าเป็นผู้ก่อเหตุ อีกครั้ง อีกครั้ง เราบอกว่า ศัตรูไม่ใช่ปาเกฮา แต่คือราชินีแห่งอังกฤษและตัวแทน การก่อเหตุวิวาทเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติ

นี่ไม่ใช่ภาพของพวกหัวรุนแรงที่ไร้กฎเกณฑ์ตามที่ฉันคาดไว้ หรือไม่ใช่ภาพจากจอทีวีที่คนเฝ้าดูเคน แมร์ ผู้น่าชังที่ได้กล่าวโจมตีนายกเมืองวางานูอิ

ตอนที่  2

แล้วใครเป็นคนคุมการชุมนุมประท้วงของชาวเมารีตัวจริง แล้วพวกเขาทำอะไร มีอะไรเป็นข้อพิสูจน์ว่า พวกเขาเป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกหลงลืมอยู่ด้านหลังเขตเมืองวางานูอิแห่งนี้ และเหตุใดจึงมีความสำคัญขึ้นมาทันทีทันใด มาราเอแห่งอื่นๆ ในเมืองวางานูอิจะสร้างความแตกต่างในการลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วงของเมารีในเมืองหรือไม่

นิโก ทางารัว(คนกลาง) ผู้นำอาวุโสที่ชาวเมารียอมรับ และเคน แมร์(คนขวา) ผู้เน้นเรื่องสิทธิและอำนาจการปกครองตนเองของชนเผ่าเมารี

นิโก ทางารัว อดีตผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน นักกิจกรรมจากพรรคแรงงานและบุรุษอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิจากโอโตโก มาราเอ ที่ตจั้งอยู่ตอนบนของแม่น้ำวางานูอิ ถูกมอบหมายให้เป็นผู้นำในการแถลงข่าวเพราะ “มานา” ของเขาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางของเมารี นิโกบอกกับฉันในตอนแรกที่มาพักในปาไกโตเร ว่า พวกปาเกฮาไม่มีอะไรต้องกลัวจากการชุมนุมประท้วงที่โมวทอ “หลายคนถามผมว่า ใครคือศัตรู ศัตรูคือบริษัทข้ามชาติ ต่างชาติมาฮุบเอาธุรกิจการค้า ทุกคนคิดว่าเมารีต้องการยึดประเทศ ไม่หรอก เราเพียงต้องการมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรของตัวเอง ถ้าเราสูญเสียที่ดินที่เหลืออยู่ เราจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะหายไปในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง”

หมายเหตุผู้แปล : Mana - ภาษาเมารีเก่าหมายถึงอำนาจของสิ่งเหนือธรรมชาติและจะถูกทำลายหากกลุ่มในชนเผ่าแตกแยกกัน ปัจจุบันเป็นคำที่ทั้งเมารีและปาเกฮาใช้กันอย่างกว้างขวางหมายถึงบารมี อิทธิพล เกียรติคุณและศักดิ์ศรีของคนผู้นั้น

ในด้านหนึ่งคำพูดของนิโก ทางารัว ทำให้ผู้ที่เกรงกลัวการชุมนุมของเมารีเบาใจขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง กลับทำให้เห็นความสับสนและการขาดปัจจัยกำหนดอย่างชัดเจนในการชุมนุมประท้วงที่สวนสาธารณะโมวทอ เป็นเพียงการแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ที่พวกเขาใช้ชุมนุมกัน หรือเป็นความเกี่ยวพันที่ยากจะเยียวยาในการอ้างสิทธิของเมารีแห่งแม่น้ำวางานูอิในการจัดการสายน้ำ เป็นข้อขัดแย้งกับราชินีแห่งอังกฤษผู้มีอำนาจสูงสุดเกี่ยวกับการขายที่ดินทั้งหมด 80,000 เอคอร์ของวางานูอิในปี พ.ศ. 2383 หรือเป็นเรื่องชะตากรรมของแม่น้ำและที่ดิน 8,000 เอเคอร์ ที่สงวนเอาไว้อย่างผิดๆ ให้เป็นเขตอนุรักษ์ของเมารี

ความจริง ยังไม่มีความชัดเจนในการตอบคำถามเหล่านี้เพื่อแก้ปัญหาที่หยั่งรากลึกของโมวทอให้ลุล่วงไปได้ ไม่เพียงแต่ที่เมืองวางนูอิเท่านั้น แต่ทั่วทั้งนิวซีแลนด์ ไม่ต้องคิดเลยว่าทำไมนายกเมืองวางานูอิจึงประกาศแข็งกร้าวว่ารัฐบาลต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง

อะไรเป็นแรงผลักดันของการต่อสู้ยุคใหม่ของเมารี และจะหยุดลงที่ไหน (โปรดติดตามตอนต่อไป)

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading