แปลเรียบเรียงจาก https://www.wri.org/insights/loss-damage-climate-change, April 6, 2022 เขียนโดย  Preety Bhandari, Nate Warszawski, Deirdre Cogan and Rhys Gerholdt 
ช่วงปลายปี 2554 ขยะลอยล้นโรงพยาบาลในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ปทุมธานี สวนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 7 แห่งในกรุงเทพฯ และโรงงานหลายพันแห่งในภาคกลางของประเทศไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนนทบุรี ต้องปิดตัวลง โดยมีข้าวเสียหายหลายล้านตัน ประเทศไทยกำลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 50 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 9 ล้านคน

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นแล้ว 1.1 องศาเซลเซียส (2 องศาฟาเรนไฮต์) เนื่องจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ ปัจจุบัน ผู้คนหลายล้านกำลังเผชิญกับผลกระทบในชีวิตจริงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น พายุที่รุนแรงขึ้น และปริมาณน้ำฝนที่คาดเดาไม่ได้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วมีความสำคัญเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกและสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับเราทุกคน เช่นเดียวกับการลงทุนครั้งสำคัญเพื่อปกป้องชุมชนจากผลกระทบร้ายแรงที่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ทว่า ความพยายามร่วมกันในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวนั้นยังไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับความเร็วและขนาดของผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นั่นหมายความว่า การสูญเสียและความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“การสูญเสียและความเสียหาย(loss and damage)” เป็นคำทั่วไปที่ใช้ในเวทีเจรจาสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่ตามมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกินกว่าผู้คนจะสามารถปรับตัวได้ หรือในกรณีที่มีทางเลือกในการปรับตัวแต่ชุมชนไม่มีทรัพยากรในการเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์ การสูญเสียและความเสียหายยังเป็นและจะยังคงเป็นอันตรายต่อชุมชนที่เปราะบางมากที่สุด การแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องของความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ(Climate Justice)

นับตั้งแต่การก่อเกิดกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 กลุ่มประเทศยากจนเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่สามารถช่วยจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย แต่ข้อเสนอของพวกเขาถูกปฏิเสธ

อย่างไรก็ตาม มีแรงผลักเพิ่มมากขึ้นในการจัดหาเงินทุนเพื่อต่อกรกับการสูญเสียและความเสียหาย(loss and damage) ในระหว่าง COP26 ที่กลาสโกว์ในปี 2564 และต่อเนื่องไปถึงเวทีเจรจาย่อยว่าด้วยสภาพภูมิอากาศที่กรุงบอนน์ เยอรมนีในเดือนมิถุนายน 2565 จนถึงขณะนี้ มีบางประเทศที่พัฒนาแล้วได้ส่งสัญญาณในระดับหนึ่งเพื่อสนับสนุนทางการเงินสำหรับการสูญเสียและความเสียหาย รวมถึงแคนาดา เดนมาร์ก เยอรมนี นิวซีแลนด์ สกอตแลนด์ และจังหวัด Wallonia ของเบลเยียม ในการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP27 ในอียิปต์ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ประเทศต่างๆ จะมีโอกาสสร้างกลไกเพื่อจัดการกับความต้องการที่สำคัญนี้ในที่สุด (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่กลุ่มประเทศเปราะบางนำเสนอที่ COP27 ว่าด้วย Call for Enhanced Implementation ของ ACT2025)

นี่คือสิ่งที่คุณควรทราบว่าด้วยประเด็นการสูญเสียและความเสียหาย :

ตัวอย่างของการสูญเสียและความเสียหาย

แม้ว่า UNFCCC ไม่ได้ระบุการสูญเสียและความเสียหายไว้อย่างชัดเจน โดยทั่วไปแล้วเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นผลมาจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น พายุไซโคลน ความแห้งแล้ง และคลื่นความร้อน และการเปลี่ยนแปลงที่ก่อตัวช้าๆ เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การแปรสภาพเป็นทะเลทราย การหดตัวของธารน้ำแข็ง การเสื่อมโทรมของผืนดิน การกลายเป็นกรดของมหาสมุทร และการรุกของน้ำเค็ม ในบางกรณี ความเสียหายอาจเปลี่ยนแปลงพื้นที่อย่างถาวร เช่น ทะเลที่เพิ่มขึ้นรุกล้ำเข้าไปในเกาะที่มีที่ราบต่ำ หรือความแห้งแล้งทำให้ทรัพยากรน้ำจืดหดตัวลง และเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมที่เคยมีผลิตภาพให้กลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งกันดาร

ชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศมักจะประสบกับความสูญเสียและความเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาเผชิญกับผลกระทบที่เกินกว่าพวกเขาสามารถปรับตัวได้ ไม่ว่าจะเนื่องมาจากขาดการเข้าถึงเงินทุนเพื่อใช้กับมาตรการปรับตัวหรือเพราะไม่มีมาตรการใดที่เป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ

ความเสียหายจากผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจและความสูญเสียที่ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีการซ้อนทับกันระหว่างทั้งสอง

การสูญเสียและความเสียหายทางเศรษฐกิจคือสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากร สินค้าและบริการที่มีการซื้อขายกันทั่วไปในตลาด กล่าวอีกนัยหนึ่ง การสูญเสียและความเสียหายทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคส่วนต่างๆ เช่น เกษตรกรรม ป่าไม้ การประมง และการท่องเที่ยว หรือที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทรัพย์สิน และทำให้ห่วงโซ่อุปทานปั่นป่วน

ตัวอย่างเช่น ตามแนวชายฝั่งทะเลของบังกลาเทศ การทำนาเกลือเป็นแหล่งจ้างงานหลัก ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พายุไซโคลนซึ่งเกิดถี่ขึ้น คลื่นทะเลกระทบฝั่งและฝนตกหนักนั้นเป็นอุปสรรคต่อการผลิตเกลือ บั่นทอนการพึ่งพาตัวเอง และต้องนำเข้าเกลือเพื่อจัดการกับการขาดแคลนตลาดในประเทศ

การสูญเสียที่ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจอาจเป็นความหายนะขั้นสุด เช่น การสูญเสียสมาชิกในครอบครัว การเลือนหายไปของวัฒนธรรมและวิถีในการดำรงชีวิต หรือความบอบช้ำจากการถูกบังคับให้อพยพออกจากถิ่นกำเนิด

ยกตัวอย่างชุมชนใน Kosrae ไมโครนีเซีย ที่สูญเสียพื้นที่ฝังศพเนื่องจากการกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการสูญเสียน้ำแข็งในทะเลในแถบอาร์กติกส่งผลกระทบต่อเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีการล่าสัตว์เพื่อยังชีพในชุมชนชาวอินูต์

แม้ว่าจะยากในการประเมินขนาดและตัวเลข แต่การสูญเสียที่ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจก็ลักษณะที่รุนแรงและส่งผลเสียต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

ความแตกต่างระหว่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การสูญเสียและความเสียหาย

ภายใต้ความตกลงปารีส ประเทศต่างๆ ตระหนักถึงความสำคัญของการ “หลีกเลี่ยง ลด และจัดการ” การสูญเสียและความเสียหาย

การสูญเสียและความเสียหายสามารถ “หลีกเลี่ยง” และ “ลดให้เหลือน้อยที่สุด” ได้โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) และดำเนินการป้องกันไว้ก่อนเพื่อปกป้องชุมชนจากผลที่ตามมาของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (adaptation)

“การจัดการ” การสูญเสียและความเสียหายเป็นเสาหลักที่สามที่สำคัญของการดำเนินนโยบายสภาพภูมิอากาศ : การช่วยเหลือผู้คนหลังจากที่พวกเขาประสบกับผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

มาตรการปรับตัว(Adaptation) รวมถึงการปกป้องชุมชนจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นโดยเอื้อให้พวกเขาย้ายไปอยู่ในที่สูง การเตรียมพร้อมสำหรับภัยพิบัติจากสภาพอากาศที่รุนแรงโดยการลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า การปกป้องเสบียงอาหาร การเปลี่ยนไปใช้พืชผลที่ทนแล้ง และอื่นๆ อีกมากมาย

การสูญเสียและความเสียหายเกิดขึ้นเมื่อความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่มุ่งมั่นมากพอ และเมื่อความพยายามในการปรับตัวไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่สามารถนำไปใช้ได้อันเนื่องมาจากทรัพยากรที่ชุมชนมีอยู่อย่างจำกัด

รายงานชุดที่สองของการประเมินครั้งที่ 6 ของ IPCC ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 รับรู้ว่า เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศขยายมากขึ้น โอกาสที่จะเกินขีดจำกัดในการปรับตัวก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างข้อจำกัด “แบบอ่อน” คือเมื่อมีตัวเลือกในการปรับตัว แต่ชุมชนไม่มีทรัพยากรทางการเงินที่จำเป็นที่จะลงมือทำ และข้อจำกัด “แบบแข็ง” คือ “ไม่มีโอกาสที่สมเหตุสมผลในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น” ข้อจำกัดเหล่านี้รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนที่เปราะบางซึ่งขาดทรัพยากรที่จำเป็นในการปรับใช้ตัวเลือกการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ

แนวปะการังเป็นตัวอย่างที่ดีของการปรับตัวที่มีแนวโน้มว่าจะถึงขีดจำกัด IPCC พบว่าแนวปะการังเขตร้อน 70 ถึง 90% จะตายในช่วงกลางศตวรรษแม้ว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจะถูกจำกัด ไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส (และการสูญเสียเกือบทั้งหมดภายใต้สถานการณ์ 2 องศาเซลเซียส) สิ่งนี้จะนำไปสู่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างถาวร และมีผลกระทบสำคัญต่อชุมชนชายฝั่งที่บริโภคและใช้ประโยชน์สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง

ในขณะที่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจข้อจำกัดของการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศอย่างถ่องแท้ เป็นที่ชัดเจนว่าการสูญเสียและความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว และชุมชนจำนวนมากขาดทรัพยากรในการจัดการกับสิ่งเหล่านี้ แผนและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศควรคำนึงถึงความสูญเสียและความเสียหายควบคู่ไปกับการลดและการปรับตัว

ปฏิบัติการที่ประชาคมโลกดำเนินการในเรื่องการสูญเสียและความเสียหาย

เมื่อ UNFCCC ถูกร่างขึ้นในปี 2534 วานูอาตู (ในนามของ Alliance of Small Island States) เสนอให้สร้างโครงการประกันภัยเพื่อจัดหาทรัพยากรทางการเงินให้กับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ละประเทศจะมีส่วนร่วมโดยอิงจากสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธ และไม่มีการกล่าวถึงประเด็นการสูญเสียและความเสียหายในเนื้อหาของอนุสัญญา UNFCCC ที่ได้รับการรับรองในปี 2535

การสูญเสียและความเสียหายปรากฏขึ้นครั้งแรกในผลการเจรจา COP ในปี 2550 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการบาหลี(Bali Action Plan) จนกระทั่งปี 2556 ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างแท้จริงใน COP เมื่อประเทศภาคีร่วมจัดตั้งกลไกระหว่างประเทศแห่งวอร์ซอว่าด้วยการสูญเสียและความเสียหาย(the Warsaw International Mechanism on Loss and Damage-WIM) เพื่อหลีกเลี่ยง ลดขนาด และจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย WIM ได้รับมอบหมายให้แบ่งปันความรู้ เสริมสร้างความเข้มแข็งในการสนทนาระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และระดมความเชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการและการสนับสนุนเพื่อจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย แต่ทั้ง WIM และกลไกที่จัดตั้งขึ้นอื่น ๆ ไม่ได้ส่งมอบเงินทุนเพื่อช่วยประเทศต่างๆ ในการจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาประสบความสำเร็จในการกำหนดเป้าหมายเพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสในความตกลงปารีสและในเนื้อหา – มาตรา 8 ของความตกลง – ว่าด้วยการสูญเสียและความเสียหาย แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดบางประการที่ความตกลงไม่ได้กล่าวถึงการเงินที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียและความเสียหาย และกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกำหนด “ภาษา” ในเอกสาร COP ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า การสูญเสียและความเสียหาย “ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เป็นพื้นฐานสำหรับภาระรับผิดหรือการชดเชยใดๆ” การสนทนาว่าด้วยการสูญเสียและความเสียหายจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ “ความเป็นธรรมด้านสภาพอากาศ” แม้ว่าบางประเทศที่พัฒนาแล้วยังคงใช้ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับภาระรับผิดชอบและการชดเชย

ที่ COP26 กลุ่มแนวร่วมของประเทศที่เปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศได้สนับสนุนให้ตั้งกองทุนใหม่ว่าด้วยการสูญเสียและความเสียหาย ข้อเสนอเร่งด่วนของพวกเขาเกิดจากความคับข้องใจกับการรับมือที่ไม่เพียงพอต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศของประชาคมโลก ซึ่งรวมถึงการขาดความมุ่งมั่นของพันธกรณีใหม่เพื่อจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส การดำเนินการที่ไม่เพียงพอตามพันธกรณีที่มีอยู่ กองทุนการปรับตัวที่จำกัดและเข้าถึงได้ยาก ภัยคุกคามและผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กลุ่มประเทศที่เปราะบางเผชิญอยู่

อีกครั้งหนึ่งที่ข้อเสนอในการจัดตั้งกองทุนว่าด้วยการสูญเสียและความเสียหาย(Loss and Damage Financing)นี้ถูกปฏิเสธอีกครั้งโดยกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

ที่ COP26 ประเทศต่างๆ จัดตั้งเวทีสนทนากลาสโกว์สองปี(a two-year Glasgow Dialogue) เพื่อหารือเกี่ยวกับการเตรียมการที่เป็นไปได้สำหรับเงินทุนว่าด้วยการสูญเสียและความเสียหาย และตกลงที่จะดำเนินการและให้ทุนต่อ Santiago Network on Loss and Damage (SNLD) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย

เวทีสนทนากลาสโกว์ครั้งแรกเกิดขึ้นที่การประชุมเจรจาย่อย(Intersessional) ที่กรุงบอนน์ในเดือนมิถุนายน 2565 โดยจะมีการประชุมครั้งต่อไปใน Intersessional แต่ละครั้งซึ่งปกติจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนที่กรุงบอนน์ ไปจนถึงปี 2567 กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ยกระดับความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับเงินทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ถูกทำลายจากการสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และเรียกร้องให้มีการหาทางออกโดยทันที ในขณะที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วรับทราบถึงความจำเป็นในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว พวกเขาล้มเหลวในการชี้แจงขั้นตอนดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา กลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังแสดงความกังวลว่าเวทีการสนทนากลาสโกว์ จะไม่เชื่อมต่อกับการเจรจาอย่างเป็นทางการที่ COP27 และกังวลว่าจะเป็นเพียง “การคุยกัน” โดยไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนภายในปี 2567

ในทำนองเดียวกัน การเจรจาย่อยที่กรุงบอนน์ในเดือนมิถุนายน 2565 ก็มีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยในการออกแบบ Santiago Network on Loss and Damage (SNLD) ข้อถกเถียงที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างสมดุลในการกำกับดูแลระหว่างกลไกของระบบราชการที่เทอะทะ และศักยภาพของ SNLD เพื่อมุ่งมั่นดำเนินการและสร้างผลสะเทือนสูงสุด

หลังจากขาดความคืบหน้าโดยรวมที่บอนน์ ประเด็นว่าด้วย “การสูญเสียและความเสียหาย” จะกลับมาเป็นศูนย์กลางอีกครั้งที่ COP27 โลกจะจับตาดูว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับกลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศหรือไม่ โดยเห้นชอบที่จะจัดตั้งกลไกทางการเงินคุณภาพสูงเพื่อจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย (อ่านข้อเรียกร้องของ ACT2025 ในการจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย)

การสูญเสียและความเสียหายเป็นประเด็นว่าด้วยภาระรับผิดและการชดใช้ค่าใช้จ่ายหรือไม่

เหตุผลหนึ่งที่ประเด็น “การสูญเสียและความเสียหาย” เป็นที่ถกเถียงกันเนื่องจากความกังวลจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในแง่ที่ว่า การชดใช้การสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบที่เลวร้ายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศอาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับความรับผิดทางกฎหมาย กระตุ้นให้เกิดการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและการเรียกร้องค่าชดเชยในวงกว้าง ดังนั้น กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจึงต่อสู้เพื่อรวมเอา “ภาษา” ในความตกลงปารีสเพื่อป้องกันจากการถูกบังคับในทางกฏหมายให้จ่ายเงินชดเชย

อย่างไรก็ตาม การเงินสำหรับการสูญเสียและความเสียหายไม่ควรถูกระงับโดยการอภิปรายเกี่ยวกับคำถามเกี่ยวกับภาระรับผิด(liability)และการชดเชย (compensation) กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วควรจัดหาเงินทุนเหล่านี้ไม่ใช่เพราะความรับผิดทางกฎหมาย แต่เพราะการสนับสนุนกลุ่มประเทศเปราะบางซึ่งกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมีอยู่จริงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่ควรทำ ในการสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ดร. Saleemul Huq จาก International Center for Climate Change and Development และแนวร่วม ACT2025 กล่าวว่าสิ่งที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องคือ “การเงินสำหรับการสูญเสียและความเสียหายด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”

ที่ COP27 คณะเจรจาจะต้องหาแนวทางที่ใช้งานได้จริงและเริ่มช่วยเหลือชุมชนที่เผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศและไม่มีกลไกในการสนับสนุนทางการเงิน

เม็ดเงินที่ถูกใช้ในการจัดการเรื่องการสูญเสียและความเสียหาย และต้องใช้อีกเท่าไร

มีการวิจัยอย่างจำกัดในการประเมินขนาดของเงินทุนที่จำเป็นในการจัดการกับการสูญเสียและความเสียหายทั่วโลก และจำเป็นต้องมีความรู้และความเป็นผู้นำในด้านนี้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีรายงานฉบับหนึ่งประมาณการว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจากความเสียหายที่เหลือนอกเหนือจากการปรับตัวจะเพิ่มขึ้นจาก 116-435 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 เป็น 290-580 พันล้านดอลลาร์ในปี 2573 และอาจสูงถึงระดับ 1-1.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2593

เงินทุนสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(mitigation) และการปรับตัว(adaptation) ช่วยหลีกเลี่ยงและลดการสูญเสียและความเสียหาย แต่ไม่มีกลไกที่ชัดเจนในการจัดการกับองค์ประกอบที่สาม: การจัดการกับการสูญเสียและความเสียหายเมื่อเกิดภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ (รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นแบบคืบคลาน)

ประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศชี้ไปที่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการประกันภัยว่าเป็นเงินทุนประเภทหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มความต้องการระดับโลกนี้สำหรับความช่วยเหลือหลังจากเกิดภัยพิบัติ แต่ในขณะที่การจัดหาเงินทุนประเภทนี้มีความสำคัญอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้เข้าใกล้กับการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มขนาดและขอบเขตของปัญหา ตัวอย่างเช่น ประเทศปาเลากังวลว่าปลาทูน่าจะอพยพออกจากพื้นที่จับปลาเมื่อน้ำทะเลอุ่นขึ้น หากไม่มีความสามารถในการจับปลาทูน่า ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกบางประเทศอาจสูญเสียรายได้โดยเฉลี่ย 37% ของรายได้ของรัฐบาล แต่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ได้เตรียมพร้อมหรือกำหนดให้แก้ไขปัญหานี้ ซึ่งจะเลวร้ายลงเมื่อเวลาผ่านไป

นอกจากนี้ ปรากฎว่าแม้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจะเหมาะสม ประชาคมโลกก็ยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการอย่างเพียงพอ การวิจัยล่าสุดของ Oxfam พบว่าการอุทธรณ์ด้านเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วนั้นสูงกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วถึงแปดเท่า และในช่วงห้าปีที่ผ่านมาการอุทธรณ์เกือบครึ่งหนึ่งไม่ได้รับการตอบสนอง สิ่งนี้นำไปสู่การขาดแคลนเงินทุนสูงถึง 33 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว

แม้จะมีการกล่าวถึงเมื่อเร็วๆ นี้ในรายงานของ IPCC WGII ว่าประมาณ 24% ของโครงการที่ได้รับอนุมัติของ Green Climate Fund คือเงินทุนเรื่องการสูญเสียและความเสียหาย ในขณะที่โครงการย่อยๆ ลงไปซึ่งคิดเป็น 16% ของโครงการที่ได้รับอนุมัติทั้งหมดระบุอย่างชัดเจนถึงการสูญเสียและความเสียหายที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมหลักของโครงการ เป็นเรื่องยากที่จะ ระบุจำนวนเงินทุนที่มีอยู่สำหรับการสูญเสียและความเสียหายอย่างชัดเจนและชัดเจน การขาดคำจำกัดความที่ตกลงกันไว้ทำให้ยากต่อการติดตามตรวจสอบโครงการที่อาจถือเป็นเรื่องของการสูญเสียและความเสียหาย และสร้างความคลุมเครือของความเชื่อมโยงระหว่างการปรับตัวและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ครั้งแรกที่เงินทุนถูกจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหานี้มาจากสกอตแลนด์และวัลโลเนีย (เบลเยียม) ในระหว่างการประชุม COP26 ในกลาสโกว์ โดยมอบเงิน 2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2.6 ล้านดอลลาร์) และ 1 ล้านยูโร (ประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์) ตามลำดับ ( รวมถึงคำมั่นของกลุ่มองค์กรการกุศล) แม้ว่าเงินบริจาคเหล่านี้จะมีจำนวนค่อนข้างน้อย แต่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นช่องทางให้ประเทศต่างๆ รวมตัวกันอยู่เบื้องหลังการสร้างกลไกภายใต้การเจรจาของ UNFCCC เพื่อจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมในอนาคต (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของการเงินว่าด้วยการสูญเสียและความเสียหาย)

กองทุนว่าด้วยการสูญเสียและความเสียหายทำงานอย่างไร

การจัดการกับการสูญเสียและความเสียหายอาจครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ และควรกำหนดรูปแบบโดยชุมชนที่กำลังประสบกับสิ่งเหล่านี้ ตัวอย่าง ได้แก่ การประกันภัยพืชผลตามดัชนีสภาพอากาศสำหรับเกษตรกร หรือการจัดสรรเงินทุนในเชิงรุกเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญขึ้นใหม่เมื่อเกิดภัยพิบัติ

นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทันทีหลังจากเหตุการณ์สภาพอากาศเลวร้าย โดยให้การบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูผู้ประสบภัยผ่านการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ทำให้ระบบการคุ้มครองทางสังคมสามารถโอนเงินฉุกเฉินไปยังผู้ยากไร้ และส่งเสริมสถาบันสินเชื่อรายย่อยเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูการดำรงชีวิต

เงินทุนดังกล่าวยังสามารถใช้เพื่อช่วยเหลือผู้คนในการสร้างใหม่เมื่อบ้านของพวกเขาถูกทำลาย ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ระบบเตือนภัยล่วงหน้าในบังกลาเทศช่วยลดการเสียชีวิตจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วได้อย่างมาก ผู้คนออกจากที่พักพิงจากพายุเพื่อค้นหาบ้านเรือนและวิถีชีวิตของพวกเขาที่ถูกทำลาย และด้วยเหตุนี้จึงประสบกับความสูญเสียและความเสียหายอย่างไม่ต้องสงสัย

สุดท้าย เมื่อจำเป็น เงินทุนสำหรับการสูญเสียและความเสียหายสามารถช่วยในการย้ายถิ่นและการย้ายถิ่นฐานของผู้พลัดถิ่นถาวร และหรือช่วยกระจายทักษะต่างๆ หากอาชีพเดิมของพวกเขาไม่มีอยู่อีกต่อไป

มุ่งสู่ COP27

มาตรการหลักเพื่อความสำเร็จในการประชุมสุดยอด COP27 คือ โลกจะยืนเคียงข้างผู้คนกว่า 3 พันล้านคนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศหรือไม่ รายงานล่าสุดของ IPCC แสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดการหยุดชะงักในวงกว้างอยู่แล้ว และไม่มีทวีปใดที่ตกอยู่ในอันตรายมากไปกว่าแอฟริกา ซึ่งผลผลิตพืชผลหดตัวหนึ่งในสามนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เนื่องจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

เป็นการเหมาะสมที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้การประชุม COP27 ซึ่งจัดในแอฟริกาโดยอียิปต์ เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับกลุ่มประเทศที่เปราะบางด้วยการสนับสนุนทางการเงินที่มากขึ้นเพื่อปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบของสภาพอากาศเพื่อลดความรุนแรงและในที่สุดก็ช่วยจัดการความสูญเสียที่ร้ายแรง และความเสียหายที่พวกเขากำลังประสบอยู่แล้ว ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่จะเลวร้ายลงต่อไป

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading