Net zero กลายเป็น megatrend เป็นจุดขายของประเทศต่างๆ และบริษัทและหน่วยธุรกิจต่างๆ ทั่วโลก ไทยก็ติดเทรนด์กับเขาด้วย ลืมตาก็ net zero หลับตาก็ net zero

คำถามคือ แม้เราจะบรรลุ net zero ในปี 2608 แต่หายนะสภาพภูมิอากาศหยุดไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็น extreme สุดๆ หรือแบบ slow onset ระบบภูมิอากาศมันสะสมโมเมนตัมไว้เยอะ กว่าจะเหยียบเบรกได้ มันวิ่งทะลุขีดจำกัดความปลอดภัยไปเรียบร้อยแล้ว และเกิดการสูญเสียและความเสียหาย(loss and damage) อย่างไม่หวนกลับคืนดังเดิมได้

เมื่อเร็วๆ นี้ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลายระบุไปในทางเดียวกันว่า การละลายของพืดน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์จะทำให้ระดับน้ำทะเลโลกเพิ่มอย่างน้อย 27 ซม. ไม่ว่าเราจะลดการปล่อย GHG แค่ไหน net zero เพียงใดก็เลี่ยงไม่ได้

ผมคิดว่า climate policy ของไทยมันดูทะแม่งๆ กล่าวคือ ไทยเสี่ยงกับหายนะโลกร้อนอันดับ 9 ของโลก แต่นโยบายที่มีอยู่พูดถึง Loss and Damage น้อยมากถึงมากที่สุด ลองไปกาง policy ที่มีอยู่ก็ได้ ถ้าไม่เชื่อ

เราตะบี้ตะบันตอบโจทย์เรื่องการลดการปล่อย GHG (mitigation) เสียจนนโยบายการปรับตัว(adaptation) แทบจะไร้ความหมาย จริงๆ แล้วมันควรจะสมดุลกัน

การลดการปล่อย GHG นั้นจำเป็น แต่รัฐชอบสับขาหลอก ยังปล่อยให้ขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม สร้างเขื่อนไฟฟ้า และเปิดให้นำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) เพิ่ม กว่าระบบพลังงานหมุนเวียนจะมีบทบาทหลักเกือบเต็มร้อยก็โน่นปี 2593 ช้าไปครับ ถึงตอนนั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่า สมดุลใหม่ของระบบภูมิอากาศโลกจะเป็นอย่างไร มันจะเป็นไปตามแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่คาดการณ์ไว้หรือไม่อย่างไร

การลดการปล่อย GHG ยิ่งหน้าไหว้หลังหลอก เมื่อมีแผน net zero – ปล่อยเท่าไรก็ดูดกลับเท่านั้น เอาอะไรมาดูดกลับล่ะ ก็ผืนป่ากับที่ดินไง เอามาจากไหนล่ะเพราะป่าเมืองไทยก็สร้างสมดุลวัฐจักรคาร์บอนอยู่แล้วที่ประมาณ 90-100 ล้านตัน

งั้นขอพื้นที่ป่าอีกสัก 11-12 ล้านไร่เพื่อดูด GHG กลับราวๆ อีก 20 ล้านตัน (รวมกับศักยภาพการดูดกลับเดิมก็จะเป็นราว 120 ล้านตัน) มันจะได้หักลบกลบหนี้กลับที่ยังจะต้องปล่อยอีก 120 ล้านตัน

ปริมาณที่ปล่อย 120 ล้านตันในปี 2608 ก็มาจากธุรกิจที่ดำเนินไปตามปกติของอุตสาหกรรมฟอสซิล(ถ่านหิน ก๊าซ น้ำมัน) ปล่อยได้ เดี๋ยวหักลบออกจากการดูดกลับของพื้นที่ป่า หรือไม่ก็ชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิตที่ซื้อขายกันในตลาด หรือไม่ก็ใช้เงินลงทุนดักจับ CO2 ไปฝังในธรณีใต้ทะเล ลุยไปเลย Geo-engineering

กลับมาที่คำถาม ถ้าเราบรรลุแผน Net Zero ของไทยหรือของโลกได้ภายในปี 2593 หรือปี 2608 แต่วิกฤตสภาพภูมิอากาศกลายเป็นหายนะ โอกาสตอนนี้น้อยกว่าครึ่งที่จะชะลอโมเมนตัมของความฉิบหาย

เราปรับตัวให้เข้ากับสภาพธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปก็แล้ว เข้ากับอุณหภูมิพื้นผิวที่เพิ่มขึ้น กับพายุหน้ามรสุมที่หนักหน่วงและคาดการณ์ยากก็แล้ว ก็ยังมีผลกระทบที่การสูญเสียและความเสียหายเกิดขึ้น

ผู้ที่มีทรัพยากรมากกว่าอาจจะรอด แต่ก็จะอยู่รอดท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของสังคมที่เรารู้จัก เมืองที่เราอยู่ บ้านที่เรารัก ในวันที่ต่อให้เรามีน้ำใจต่อกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน เราก็ไม่อาจเหลือใคร

ดังนั้น การเตรียมรับมือกับหายนะสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่การสร้างความกลัว แต่คือความหวัง

การสร้างความหวัง ต้องเริ่มต้นจาก Real Zero ลดจริงที่แหล่งกำเนิด การหยุดฟอกเขียว (ไล่คนออกจากป่า หรือสร้างอาณานิคมคาร์บอน เพื่อซื้อขายคาร์บอน ไปจนถึงสร้างเขื่อน) ทะลายอำนาจผูกขาดของอุตสาหกรรมฟอสซิลในระบบพลังงานไทย และสร้างระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์/ประชาธิปไตยทางพลังงาน ออกแบบระบบเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น เกิ้อกูล ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ฯลฯ

ที่สำคัญ ร่วมกับประชาคมโลกที่เปราะบาง/เสี่ยงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศในการจัดตั้งกองทุน Loss and Damage ที่ COP27

นี่ไม่มากไป หากรัฐบาลไทยมี political will

เรามีรักษาการณ์นายกรัฐมนตรี ผู้ที่มีหลายบทบาท เช่น ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ฯลฯ

คนนี้แหละ ที่ผมจะรอดูในช่วง COP27 ที่อียิปต์

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading