สำนักงานสภาพอากาศของสหประชาชาติยืนยันว่าโลกร้อนเป็นประวัติการณ์

จากการเผยแพร่ข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(World Meteorological Organization: WMO) แสดงให้เห็นว่าปี 2015 2016 2017 และ 2018 เป็น 4 ปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดตั้งแต่มีการตรวจวัดผลจากการวิเคราะห์ โดย 5 องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2018 มีค่าสูงกว่าระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม (1850-1900) ประมาณ 1 องศาเซลเซียส

Petteri Taalas เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า “ แนวโน้มอุณหภูมิในระยะยาวมีความสำคัญมากกว่าการจัดอันดับของแต่ละปีและแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดย 20 อันดับปีที่อุณหภูมิสูงที่สุดอยู่ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมาและในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งบนแผ่นดินและมหาสมุทร

นาย Taalas กล่าวว่า “อุณหภูมิเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรงและมีผลกระทบต่อหลายๆ ประเทศและประชาชนหลายล้านคน รวมทั้งมีผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศดังในปี 2018 เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วหลายอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่คือความจริงที่ต้องเผชิญ สิ่งที่สาคัญที่ทั่วโลกควรทำในเบื้องต้นคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและวางมาตรการการปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศ”

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เป็นรายงานพิเศษในเดือนตุลาคม 2018 พบว่าการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2050 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดิน พลังงาน อุตสาหกรรม สิ่งปลูกสร้าง การคมนาคม และชุมชนเมือง เพื่อให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ลดลงประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2010 ภายในปี 2030

จากรายงานของ WMO ระบุว่าในขณะที่ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาและบางส่วนของแคนาดามีอุณหภูมิเย็นจัดเป็นประวัติการณ์ อลาสก้าและพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาร์กติกกลับมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย ในช่วงเดือนมกราคม พายุฤดูหนาวที่รุนแรงเข้าโจมตีทางฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบางส่วนของตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชากรทำให้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีที่พักพิงที่เพียงพอกับผู้ลี้ภัย ความหนาวเย็นในต้นสัปดาห์ที่สามของเดือนมกราคมที่พัดไปทางใต้ผ่านคาบสมุทรอาหรับทำให้เกิดพายุฝุ่นจากอียิปต์ถึงซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน กาตาร์ อิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และทำให้มีเกิดฝนตกหนักที่ปากีสถานและทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย

Omar Baddou นักวิทยาศาสตร์อาวุโสขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่ายุทธศาสตร์ระดับชาติมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ซึ่งไม่มียุทธศาสตร์เพื่อจัดการกับสภาพอากาศเงื่อนไขใหม่ โดยประเทศเหล่านี้คุ้นเคยกับสภาพอากาศในระดับปานกลางหรือกึ่งแห้งแล้ง แต่ตอนนี้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งและรุนแรงมากขึ้น

ในการประชุมสุดยอดด้านภูมิอากาศในวันที่ 23 กันยายน 2019 มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้บรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีสปี 2015 ซึ่งประเทศต่างๆ ได้ตกลงร่วมกันเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสซึ่งสูงกว่าระดับก่อนอุตสาหกรรมและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทุกพื้นที่ที่จำเป็นเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของพลเมือง โดยมุ่งเน้นไปที่ 9 ประเด็นสาคัญ ดังนี้

1. การเพิ่มมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก

2. การเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานทางเลือก

3. การจัดการการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรม

4. การแก้ปัญหาโดยพื้นฐานจากธรรมชาติ

5. โครงสร้างพื้นฐาน เมือง และการกระทำในท้องถิ่น

6. เงินทุนด้านภูมิอากาศและราคาคาร์บอน

7. การเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

8. การขับเคลื่อนทางสังคมและการเมือง

9. พลเมืองและการชุมนุมทางการเมือง

การแจ้งการอภิปรายในที่ประชุมพร้อมกับรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอื่นๆ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) จะออกรายงานสภาพภูมิอากาศปี 2018 ฉบับสมบูรณ์ (https://bit.ly/2Ty2RAM) ในเดือนมีนาคม 2019 ซึ่งจะให้ภาพรวมที่ครอบคลุมถึงความแปรปรวนและแนวโน้มของอุณหภูมิ เหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงและตัวชี้วัดสาคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เช่น การเพิ่มความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกและ แอนตาร์กติก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและความเป็นกรดของมหาสมุทร พร้อมทั้งคำแนะนำเชิงนโยบายทั่วทั้งองค์การสหประชาชาติสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการมีอิทธิพลซึ่งกันและกันระหว่างสภาพอากาศภูมิอากาศและแหล่งน้ำและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

เรียบเรียงจาก

https://bit.ly/2WVtb9z

https://bit.ly/2EJhbQY

คลื่นความร้อนปกคลุมยุโรป (ปี พ.ศ.2562)

27 มิถุนายน 2562

เป็นช่วงต้นฤดูร้อนและยุโรปเริ่มรู้สึกถึงความร้อนแล้ว หลายๆ ส่วนของทวีปยุโรปประสบกับอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีมาสำหรับปี 2562 บางเมืองในยุโรปมีอุณหภูมิสูงที่สุดทุบสถิติ

คลื่นความร้อนแสดงชัดเจนจากแผนที่ แสดงถึงอุณหภูมิทั่วทั้งยุโรปในวันที่ 27 มิถุนายน 2562 แผนที่นี้มาจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และเป็นอุณหภูมิของอากาศที่ความสูงจากพื้น 2 เมตร พื้นที่สีแดงเข้มเป็นบริเวณที่แบบจำลองระบุว่ามีอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส

แบบจำลอง GEOS เหมือนกับแบบจำลองสภาพอากาศและแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ คือใช้สมการทางคณิตศาสตร์ที่แสดงถึงกระบวนการทางกายภาพ(เช่น การตกของน้ำฟ้าและการเกิดเมฆ) เพื่อคำนวณว่าบรรยากาศจะเป็นอย่างไร การวัดคุณสมบัติทางกายภาพจริงๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และลม จะผนวกเข้าไปในแบบจำลองเป็นระยะ เพื่อให้การสร้างแบบจำลองใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในวันที่ 27 มิถุนายน รายงานการเตือนภัย(Awareness reportจากเครือข่ายของการบริการทางอุตุนิยมวิทยาแห่งยุโรประบุว่าระดับอุณหภูมิอยู่ใน “ระดับที่เป็นอันตรายมาก” การเตือนภัยอยู่ในระดับสูงสุดในบางส่วนของสเปน ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และโครเอเชีย กรมอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศสจัดลำดับเมืองหลายเมืองที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดทุบสถิติ โดยหลายพื้นที่เคยเกิดคลื่นความร้อนถึงขั้นเสียชีวิตในช่วงปี พ.ศ.2546

คลื่นความร้อน พ.ศ.2562 เริ่มขึ้นในปลายเดือนมิถุนายน เมื่อมวลอากาศร้อนจากภูมิภาคซะฮาราเข้ามายังสเปน และเข้าปกคลุมยุโรปตอนกลาง รายงานข่าวยังอ้างถึงระบบความกดอากาศสูงที่เกี่ยวข้องกับดึงให้มวลอากาศร้อนเข้ามา คาดว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้จะมีไปตลอดทั้งเดือน

NASA Earth Observatory image by Joshua Stevens, using GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Kathryn Hansen.

มหาพายุหมุนเขตร้อนในโลกเรือนกระจก (Hothouse Earth)

ธารา บัวคำศรี

พายุมังคุดเริ่มก่อตัวเป็นพายุไต้ฝุ่นวันที่ 9 กันยายน 2561 ในมหาสมุทรแปซิฟิก พายุสร้างความเสียหายให้กับโครงข่ายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดของเกาะกวมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 13 กันยายน จากนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นโดยมีความเร็ว 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ศูนย์กลางที่เรียกว่าตาของพายุกว้าง 50 กิโลเมตร ขนาดของพายุวัดเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 900 กิโลเมตร มุ่งตรงไปยังเกาะลูซอนด้านเหนือสุดของฟิลิปปินส์ในพื้นที่ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำแถบจังหวัดคากายัน (Cagayan) โดยความเร็วลมเพิ่มขึ้นเป็น 269 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้นข้ามทะเลจีนใต้เข้าถล่มฮ่องกงและมณฑลกวางตุ้งของจีนแผ่นดินใหญ่ สร้างผลกระทบและความเสียหายต่อผู้คนนับล้านที่อยู่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลตามแนวเส้นทางของพายุไต้ฝุ่นมังคุดลูกนี้

นักวิเคราะห์ประเมินว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่อาจถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับความเสียหายของฟิลิปปินส์อีกราว 1.6-2 หมื่นล้าน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 5-6 ของจีดีพี (Gross Domestic Products) โดยที่รายงานภาคสนามล่าสุดมีเกษตรกรฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบ 124,000 รายและพืชผลทางการเกษตรเสียหายเกือบ 3 ล้านไร่

จากการวิเคราะห์ขององค์การว่าด้วยบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ช่วงที่พายุทวีความรุนแรงกลายเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นมังคุดก่อนขึ้นฝั่งเกาะลูซอน ความแรงของพายุเทียบเป็นระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตรวัดแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน (Saffir-Simpson Hurricane Scale) และมีขนาดใหญ่กว่าพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ (Hurricane Florence) ที่พัดเข้าถล่มรัฐแคโลไรนาทางตอนเหนือในวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2561 ถึงสามเท่า

แม้พายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ (Hurricane Florence) จะอ่อนกำลังเมื่อขึ้นฝั่ง แต่ทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของรัฐแคโรไลนา ศูนย์ศึกษาพายุเฮอริเคนแห่งชาติระบุถึงความเสี่ยงที่เป็นภัยต่อชีวิตจากผลพวงของพายุคือคลื่นพายุซัดฝั่ง กระแสลมที่เกรี้ยวกราดและการเกิดน้ำท่วมขังบนฝั่ง ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ถึงผลกระทบที่อาจเป็นไปได้ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 12 แห่ง ความเสี่ยงจากการรั่วไหลของกากสารพิษจากบ่อกักเก็บเถ้าถ่านหินที่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ และผลกระทบด้านสาธารณสุขจากของเสียจากฟาร์มหมูและสัตว์ปีกที่หลุดรอดลงในแหล่งน้ำ ในวันที่ 17 กันยายน 2561 รายงานข่าวระบุว่ามีการรั่วไหลของเถ้าถ่านหินราว 2,000 ลูกบาศก์หลา จากบ่อกักเก็บในพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน Sutton ของบริษัท Duke Energy

img_3014

แผนที่แสดงแบบแผนการตกสะสมของฝนเมื่อพายุเฮอริเคนขึ้นฝั่งที่รัฐแคโลไรนา และตำแหน่งและการกระจายตัวของบ่อกักเก็บเถ้าถ่านหิน ฟาร์มหมู พื้นที่ฟื้นฟูการปนเปื้อนสารพิษ (Superfund Site) และพื้นที่จัดเก็บสารเคมีอันตรายในพื้นที่ (ที่มา: https://www.nytimes.com/interactive/2018/09/13/climate/hurricane-florence-environmental-hazards.html?smid=fb-nytimes&smtyp=cur)

แม้ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันรวมถึงรายงานประเมินฉบับที่ 5 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่ระบุว่า พลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ระหว่าง พ.ศ. 2514-2553 กว่าร้อยละ 90 ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทรและเป็นสาเหตุทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรร้อนขึ้นโดยเฉพาะมหาสมุทรชั้นบน(0 – 700 เมตร) ที่มีพลังงานความร้อนกักเก็บไว้ถึงร้อยละ 60 และส่วนที่ลึกกว่า 700 เมตรมีพลังงานความร้อนสะสมกว่าร้อยละ 30 นั้น จะไม่นำไปสู่ข้อสรุปที่หนักแน่นถึงความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสภาพความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง รวมถึงพายุหมุนเขตร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ข้อมูลจากการสังเกตก็พบว่า ในกรณีของมหาสมุทรแอตแลนติก ความรุนแรงของพายุเฮอริเคนนั้นเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา

มหาพายุไต้ฝุ่นมังคุดซึ่งน่าจะเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงที่สุดเข้าถล่มตอนเหนือของเกาะลูซอนในฟิลิปปินส์ ฮ่องกงและชายฝั่งตะวันออกของจีน และพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ที่พัดเข้าถล่มชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นหมายถึงพายุขนาดใหญ่ (mega-storms) จะกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต (new normal)

ในกรณีของพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ ปัจจัยหลักสองประการที่หล่อเลี้ยงให้พายุยังทรงพลังคือ อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรและลมเฉือน (wind shear) ที่เป็นความแตกต่างระหว่างความเร็วลมด้านบนและด้านล่างของพายุ ยิ่งอุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรอุ่นมากขึ้นและลมเฉือนต่ำ พายุเฮอริเคนยิ่งทรงพลังมากขึ้น เช่นเดียวกับมหาพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนที่สร้างความหายนะให้กับเมืองทาโคลบันทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ใน พ.ศ. 2556 และพายุไต้ฝุ่นอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก กรมอุตุนิยมวิทยาฮ่องกง (The Hong Kong Observatory) ยังระบุว่ามหาพายุไต้ฝุ่นเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2504 และ 2553 พายุหมุนสี่ลูกคือ เจอลาวัต (Jelawat) มาเรีย (Maria) เจบิ (Jebi) และมังคุด มีความแรงเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นในมหาแปซิฟิกเหนือและทะเลจีนใต้ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2561 นี้

จากฐานข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในรอบ 64 ปีที่ผ่านมา(พ.ศ.2494-2557)ในประเทศไทย พบว่าความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการลดลงของกิจกรรมของพายุหมุนเขตร้อนในภาพรวมดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อปริมาณฝนและภาวะแห้งแล้งในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย 2559 มีข้อสังเกต(ความเชื่อมั่นระดับปานกลาง) ว่า เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จำนวนพายุหมุนเขตร้อนในระดับที่รุนแรงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบทุกๆ 10 ปี กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยต่อเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศทั้งจากเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสลับกับการเกิดภาวะความแห้งแล้งที่ยาวนานขึ้น

สิ่งที่มีร่วมกันของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศอย่างการเกิดมหาพายุหมุนเขตร้อนคือความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมตามเส้นทาง มิติทางพื้นที่และเวลาของเหตุการณ์ดังกล่าวนี้สอดคล้องกับข้อสรุปและการคาดการณ์ของ IPCC ในเรื่องผลกระทบจากหายนะภัยทางธรรมชาติของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ

ปี พ.ศ. 2561 นี้จึงเป็นห้วงแห่งการก่อตัวของจุดเปลี่ยนของวิวาทะว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการที่เราได้สัมผัสเห็นถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรง เราได้เป็นประจักษ์พยานของสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกัน ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ คำเตือนทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยโลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) และข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ณ ที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่เมืองซานฟรานซิสโกว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้) ตลอดจนรายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ที่เตรียมเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ เราในฐานะปัจเจกต้องตื่นรู้ และผลักดันผู้นำทางการเมือง บรรษัทและนักลงทุนให้ลงมือทำจากความท้าทายที่มีอยู่ทั้งหมดนี้ร่วมกัน

สุดท้าย เราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ซึ่งบอกเราว่า ระบบเศรษฐกิจที่ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฐิ มีความยืดหยุ่นและฟื้นคืนสภาพได้เร็วเท่านั้นจะเป็นเครื่องมือในการเตรียมความพร้อมรับมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดกับภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศที่ทวีความสุดขั้วมากขึ้น ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจที่ฉ้อฉลและไม่เป็นธรรมจะทิ้งให้ผู้คนทั้งหลายตกอยู่ในความยากจนและผลกระทบอันเลวร้ายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

อุทกภัยแห่งศตวรรษในอินเดีย

india_mrg_2018230

สายฝนแห่งฤดูมรสุมถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลคือก่อให้เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรัฐเคลาราของอินเดียนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1924 (พ.ศ. 2467) เหตุเริ่มจากปริมาณฝนที่เทลงมาในวันที่ 8 สิงหาคม 2561 มีผู้คนนับล้านต้องอพยพ อีกหลายร้อยชีวิตต้องสูญเสีย บ้านเรือนเสียหายราว 50,000 หลัง ถือเป็นการตกของฝนที่มีปริมาณมากที่สุดของรัฐเคลาราในฤดูมรสุมนี้

ภาพบนแสดงปริมาณฝนตกสะสมระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ปริมาณการตกสูงสุดในรัฐเคราลาเกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม และไปถึงระดับสูงผิดปกติระหว่างวันที่ 8 และ 16 สิงหาคม นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นมา พื้นที่แถบนี้รับการตกของฝนมากกว่าร้อยละ 42เทียบกับปริมาณการตกตามปกติในช่วงเวลาเดียวกัน ในช่วง 20 วันแรกของเดือนสิงหาคม รัฐเคราลามีฝนตกมากขึ้นร้อยละ 164 มากกว่าปริมาณการตกของฝนตามปกติ

ฝนยังตกแบบถล่มถลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ภาคตะวันตกของเมียนมาร์เจอกับฝนที่กระหน่ำลงมาในช่วงกลางเดือนกรกฏาคมและเดือนสิงหาคม ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ผู้คน 150,000 คน ต้องอพยพในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบ30 ปี ระดับน้ำในแม่น้ำ Bago และ Sittaung เพิ่มสูงที่สุดในรอบ 50 ปี แม่น้ำ Sittaung มีระดับสูง 7 ฟุต เกินระดับปลอดภัยของพื้นที่

ภาพเคลื่อนไหวด้านบนแสดงปริมาณฝนตกสะสมระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ปริมาณการตกสูงสุดในเมียนมาเกิดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม

ข้อมูลข้างต้นมาจากเครื่องมือวัด Integrated Multi-Satellite Retrievals (IMERG) ภายใต้ภารกิจ Global Precipitation Measurement (GPM) ดาวเทียม GPM เป็นหัวใจสำคัญของการสังเกตการณ์การตกของฝนรวมถึงเครื่องมือวัดจาก Nasa องค์กรสำรวจอวกาศของญี่ปุ่นและองค์ระดับประเทศและสากลอีก 5 หน่วย การวัดปริมาณการตกของฝนภาคพื้นดินอาจมีระดับที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มาข้อมูล : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using IMERG data from the Global Precipitation Mission (GPM) at NASA/GSFC. Story by Kasha Patel.

High commitment to Paris – insufficient action at home

Press Release Germanwatch, NewClimate Institute, and Climate Action Network (CAN)

Climate Change Performance Index 2018

  • Global energy transition taking up speed – but no country is doing enough
  • Countries have to strengthen targets and implementation
  • Sweden, Morocco, Norway leading the tableau – USA in the free fall

Bonn (November 15th, 2017): After a decade of rapid growth, we see a strong decrease in the growth rates of global CO2 emissions over the past years, sending signals for a decarbonisation of the global energy system. The Climate Change Performance Index 2018 (CCPI) confirms these developments in Greenhouse-Gas-emissions (GHG), renewable energies and energy use for some countries but also still clearly shows a current general lack of ambitious targets and sufficient implementation for a Paris-compatible pathway. Jan Burck, co-author of the CCPI at Germanwatch, comments: “We see a strong commitment to the global climate targets of the Paris Agreement in international climate diplomacy. The countries now have to deliver specific measures breaking down their commitments to a sectoral level.”

“We continue to see very positive developments regarding renewables and energy efficiency”, Stephan Singer from the Climate Action Network (CAN) and co-publisher of the CCPI, adds. “The data show encouraging growth in renewable energy, ever cheaper prices for solar and wind energy, and successes in saving energy in many countries. This was responsible for stabilising global energy CO2 emissions in the last three years. But progress is achieved much too slow for a fully renewable energy based world economy in a few decades, because growing oil and gas consumption is higher than the welcomed reduction in coal use”.

Key results of the CCPI 2018

Since no country is on a Paris-compatible path yet, the top three of the CCPI 2018 are still unoccupied.

“The gap in mid- and long-term ambition of the evaluated countries is still too high. In terms of GHG emissions, we see better 2030 targets in countries like Norway or India; comparably good targets for renewable energy, we see in for example Norway, Sweden or New Zealand. No country has a particularly outstanding energy efficiency target. Saudi Arabia and the United States generally have to drastically raise their 2030 ambition”, Prof. Niklas Höhne from the NewClimate Institute, co-author of the CCPI, explains.

With comparably positive developments in renewables and per capita emissions, Sweden ranks 4th in this year’s CCPI – following the empty top three. A relatively low emissions level and a very high trend in renewable energy are reasons for Lithuania’s 5th rank. Profiting from a good policy evaluation and relatively high 2030 targets, Morocco lands on position six, followed by Norway. India ranks 14th with a still low level of per capita emissions and energy use.  China on the contrary, with its high emissions and a growing energy use over the past five years, still ranks 41st. But better placements in the next years can be expected, since national experts highlighted the country has implemented policies to phase out coal capacity as well as promoting renewables and electric mobility.

Germany (rank 22), the co-host country for Fiji’s COP 23 Presidency, lands in the midfield of the CCPI 2018. The country has put a lot of effort into international climate diplomacy and globally committing to climate action. “Germany’s mid- and long-term targets are relatively strong but the last government failed on delivering concreate measures to effectively reduce emissions domestically. Germany shows a relatively good development of renewable energy in the electricity sector but the country is not at all on track to meet its 2020 target. It is absolutely crucial that the currently ongoing coalition negotiations come to an agreement on a coal phase out and getting a transition in the transport sector started”, Burck says.

Wendel Trio, Director of Climate Action Network (CAN) Europe, comments on the performance of the EU, which was evaluated in the CCPI 2018 for the first time: “The report reveals that the EU vows commitment to the Paris Agreement, but avoids real climate action at home. The EU needs to translate words into action and commit to deeper emission cuts than currently foreseen. Current discussions on the new clean energy policies and the EU budget offer excellent opportunities to increase ambition of the bloc’s climate action.”

Having declared its withdrawal from the Paris Agreement and dismantled major climate legislation of the previous government, the USA (rank 56) finds itself in the bottom five of the ranking. Besides, a very low policy evaluation, the country’s emissions level and energy use are considerably too high to be in line with a well-below 2°C pathway. The bottom three of the index is formed by Korea (rank 58), Iran (rank 59) and Saudi Arabia (rank 60), all of which are showing hardly any progress or ambition in reducing its emissions and energy use.

About the Climate Change Performance Index 2018, developed by Germanwatch and the NewClimate Institute:

The Climate Change Performance Index by Germanwatch and the NewClimate Institute is a ranking of the 56 countries and the EU, together responsible for about 90% of global GHG emissions. The methodology was improved in for the 2018 edition. The four categories examined are: emissions (40%), renewable energy (20%), energy use (20%) and climate policy (20%). The latter is based on expert assessments by NGOs and think tanks from the respective countries. One of the major achievements is that the CCPI now also evaluates to what extent the respective countries are taking adequate action within the categories emissions, renewables and energy use to being on track towards the global Paris-goal of limiting global warming to well below 2°C.

 

Annex: Press contacts

About 300 climate experts contributed to this year’s edition of the Climate Change Performance Index with their evaluation of national climate policies. The following agreed to be listed as a press contact for their country:

Country Name Organization Email
Algeria Sofiane Benadjila Independent Consultant sofbenadjila@hotmail.fr
Algeria Brahim Haddad Researcher mecanique25@hotmail.com
Algeria Radia Louz Independent Consultant radialouz@outlook.fr
Argentina Marisa Young Fundation Agreste eventos@fundacionagreste.org.ar
Argentina Juan Pablo Olsson 350.org juanpablo@350.org
Argentina Roque Pedace FoE roque.pedace@gmail.com
Australia Toby Halligan ACF Toby_Halligan@acf.org.au
Australia Simon Black GPAP simon.black@greenpeace.org
Austria Johannes Wahlmüller GLOBAL 2000 johannes.wahlmueller@global2000.at
Austria Adam Pawloff Greenpeace adam.pawloff@greenpeace.org
Belarus Dr. Alexandre Grebenkov United Nations Development Progarmme alexandre.grebenkov@undp.org
Belarus Rak Uladzimir Center for Environmental Solutions uladzimir.rak@gmail.com
Brazil William Wills Eos Consulting wills@eos.eco.br
Brazil Shigueo Watanabe Jr CO2 Consulting shigueo.watanabe@co2consulting.com.br
Brazil Tiago Reis IPAM tiago.reis@ipam.org.br
Bulgaria Antoaneta Yotova CAC Bulgaria toniyotova@gmail.com
China Jiaqiao Lin REEI linjiaqiao@reei.org.cn
China Mingde Cao China University of Political Science and Law mingde-cao@vip.163.com
Chinese Taipei Gloria Kuang-Jung Hsu Taiwan Environmental Protection Union kjhsu@ntu.edu.tw
Cyprus Georgia Shoshilou Federation of Environmental Organizations info@oikologiafeeo.org
Czech Republic Karel Polanecký Hnutí DUHA karel.polanecky@hnutiduha.cz
EU Wendel Trio CAN Europe wendel@caneurope.org
Germany Malte Hentschke Klima-Allianz malte.hentschke@klima-allianz.de
Germany Sebastian Scholz NABU Sebastian.Scholz@nabu.de
Germany Jan Kowalzig Oxfam jkowalzig@oxfam.de
Germany Ann-Kathrin Schneider BUND AnnKathrin.Schneider@bund.net
Greece Anthimos Chatzivasileiou WWF a.chatzivasileiou@wwf.gr
Greece Dimitis Ibrahim Greenpeace dimitris.ibrahim@greenpeace.org
Hungary Greenpeace info.hu@greenpeace.org
Hungary Béla Munkácsy Environmental Planning and Education Network munkacsy.bela@gmail.com
India Ajita Tiwari Laya, INECC ajitanjay@gmail.com
India Sanjay Vashist CANSA/HBF sanjayvashist@gmail.com
India Shankar Sharma shankar.sharma2005@gmail.com  
Indonesia Almo Pradana WRI almo.pradana@wri.org
Ireland Oisin Coghlan Stop Climate Chaos Coalition oisin@foe.ie
Italy Mauro Albrizio Legambiente albriziom@gmail.com
Italy Stefano Caserini Italian Climate Network stefano.caserini@gmail.com
Latvia Janis Brizga Green Liberty Latvia janis@zalabriviba.lv
Lithuania Inga Konstantinavičiūtė Lithuanian Energy Institute inga.konstantinaviciute@lei.lt
Mexico Jorge Villarreal ICM jorge.villarreal@iniciativaclimatica.org
Mexico Ninel Escobar WWF nescobar@wwfmex.org
Mexico Sandra Guzmán GFLAC sandra.lunag83@gmail.com
Morocco Touria Barradi Free expert consultant soraya.barradi@gmail.com
Netherlands Sible Schöne HIER sible@hier.nu
Netherlands Dian Phylipsen SQ Consult d.phylipsen@sqconsult.com
New Zealand Louisa McKerrow WWF lmckerrow@wwf.org.nz
Norway Silje Lundberg FoE sal@naturvernforbundet.no
Norway Kåre Gunnar Fløystad ZERO kare.gunnar.floystad@zero.no
Norway Ida Thomassen The Future in our Hands (FIOH) ida@framtiden.no
Poland Andrzej Ancygier Climate Analytics andrzej.ancygier@climateanalytics.org
Poland Andrzej Kassenberg ISD a.kassenberg@ine-isd.org.pl
Poland Aleksander Śniegocki WISE Europa aleksander.sniegocki@wise-europa.eu
Poland Krzystzof Księżopolski Warsaw Institute kmksiezopolski@uw.edu.pl
Poland Krzystzof Jedrzejewski Polish Climate Coalition k.jedrzejewski@koalicjaklimatyczna.org
Portugal João Branco Quercus
Portugal Francisco Ferreira ZERO francisco.ferreira@zero.ong
Romania Lavinia Andrei Terra Mileniul III lavinia.andrei@terramileniultrei.ro
Romania Ioana Ciuta Bankwatch ioana.ciuta@bankwatch.org
Russian Federation Alexey Kokorin WWF akokorin@wwf.ru
Russian Federation Oleg Pluzhnikov Business Russia olegplug@bk.ru
Russian Federation Michael Yulkin RSPP yulkin.ma@gmail.com
Russian Federation Vladimir Chuprov Greenpeace vladimir.tchouprov@greenpeace.org
Slovenia Barbara Kvac Focus barbara@focus.si
Spain Hector de Prado FoE sosclima@tierra.org
Spain Josep Puig S. and T. for a Non Nuclear Future gctpfnn@energiasostenible.org
Spain David Howell SEO Birdlife dhowell@seo.org
Switzerland Georg Klingler Greenpeace georg.klingler@greenpeace.org
Switzerland Patrick Hofstetter WWF Patrick.Hofstetter@wwf.ch
Thailand Tara Buakamsri GP Southeast Asia tara.buakamsri@greenpeace.org
Ukraine Oleg Savitsky Independent Consultant olehsavitskyi@gmail.com
Ukraine Andrii Zhelieznyi NECU ferum@necu.org.ua
Ukraine Oksana Aliieva HBS Kiew Oksana.Aliieva@ua.boell.org
United Kingdom Dustin Benton Green Alliance dbenton@green-alliance.org.uk
United States Alexander Ochs SD Strategies ochs@sd-strategies.com
United States Rachel Cleetus Union of Concerned Scientists RCleetus@ucsusa.org
United States Basav Sen SEEN basav@ips-dc.org
United States Christoph v. Friedeburg Independent Consultant cvfriede@yahoo.com

ตัวเลขใหม่ว่าด้วยวิกฤตโลกร้อน น่ากลัวกว่าที่คิด

https://newrepublic.com/article/136987/recalculating-climate-math

โดย บิล แมคกิบเบน

22 กันยายน 2559

ae166eb46c69373fd0ea8a4213e4aded6d3cf615

ภาพโดย Neil Webb

อนาคตของมนุษยชาติขึ้นอยู่กับคณิตศาสตร์ และจำนวนตัวเลขในงานวิจัยใหม่ที่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นอะไรที่น่ากลัวมากๆ

ตัวเลขเหล่านี้อธิบายง่ายๆ กล่าวคือ มีเชื้อเพลิงฟอสซิล(ในเหมืองถ่านหินและในบ่อน้ำมัน)เหลืออยู่เท่าไรในโลกที่เราสามารถขุดขึ้นมาใช้ได้โดยที่เราต้องการหลีกเลี่ยงหายนะภัยจากโลกร้อน หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าเราต้องมุ่งหมายที่จะป้องกันมิให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากไปกว่า 2 องศาเซลเซียส(เทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) ซึ่งเป็นข้อตกลงโดยประชาคมนานาชาติ จะมีถ่านหินที่เราขุดขึ้นมาเผา หรือน้ำมันที่เราขุดเจาะขึ้นมาใช้ได้เท่าไร

คำตอบคือ “ศูนย์”

เอาล่ะ ถ้าเราจริงจังกับการหลีกเลี่ยงหายนะภัยจากโลกร้อน การวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เราไม่อาจเปิดเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ ไม่สามารถเจาะบ่อน้ำมันใหม่ หรือสร้างท่อขนส่งได้อีกแล้ว ไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว เราได้ขยายพรมแดนเชื้อเพลิงฟอสซิลออกไปหมดแล้ว ความหวังเดียวของเราคือการลดลงที่มีการจัดการอย่างดีในการผลิตพลังงานที่มีคาร์บอนเข้มข้นจากแหล่งต่างๆ ที่มีการผลิตแล้ว

ตัวเลขใหม่มันดูน่าตกใจ เมื่อสี่ปีก่อน ผมเขียนบทความ “Global Warming’s Terrifying New Math.” โดยใช้งานวิจัยจากกลุ่ม Carbon Tracker Initiative ซึ่งเปิดเผยว่าแหล่งสำรองถ่านหิน น้ำมันและก๊าซตามรายงานของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกนั้นมีคาร์บอนมากกว่าห้าเท่ากว่าที่เราสามารถจะนำมาเผาได้ หากเราต้องการรักษาระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกินไปกว่า 2 องศาเซลเซียส หากท้ายที่สุดแล้ว ถ้าอุตสาหกรรมพลังงานขุดเอาเชื้อเพลิงจากแหล่งสำรองขึ้นมาใช้ทั้งหมดตามปริมาณที่อ้างเอาไว้ โลกของเราก็จะร้อนจากเดิมขึ้นเป็นอีก 5 เท่า ตัวเลขดังกล่าวนี้นำไปสู่การรณรงค์ “การตัดทอนการลงทุน(divestment)” จากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยมหาวิทยาลัย กลุ่มองค์กรต่างๆ อย่างแพร่หลายไปทั่ว ตั้งแต่นั้น ได้กลายเป็นแนวคิดทั่วไป ธนาคารกลางต่างๆ และผู้นำโลกเห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องเก็บแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดิน

แต่ตัวเลขใหม่นั้นยิ่งดูแย่กว่า มันมาจากรายงานของ Oil Change International โดยใช้ข้อมูลจาก Rystad ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานของนอร์เวย์ ข้อมูลนี้มีค่าใช้จ่าย 54,000 ดอลล่าร์ Rystad จะขายข้อมูลแหล่งสำรองเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ให้ใครก็ได้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของ Rystad นั้นเป็นบริษัทน้ำมัน ธนาคารเพื่อการลงทุน และหน่วยงานรัฐบาล แต่ Oil Change International ซื้อข้อมูลด้วยเหตุผลอื่น เพื่อหาว่าเรากำลังเข้าใกล้หายนะมากน้อยแค่ไหน

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เพื่อให้มีโอกาสสองในสามของการหลีกเลี่ยงมิให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2 องศาเซลเซียส เราสามารถปล่อยคาร์บอนออกสู่บรรยากาศได้อีก 800 กิกะตัน แต่ข้อมูลของ Rystad ชี้ให้เห็นว่า เหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนั้นเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์ 942 กิกะตัน ดังนั้นโจทย์เลขนี้ง่าย มันจะเป็นแบบนี้

942 > 800

Stephen Kretzmann ผู้อำนวยการบริหารของ Oil Change International บอกว่า “เราพบว่าถ้าเราใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดที่มีอยู่ในเหมืองถ่านหิน หลุมก๊าซและบ่อน้ำมันที่ดำเนินการอยู่ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก็จะเพิ่มมากเกินไปกว่าสององศาแล้ว มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ว่าถ้าเรายังกินต่อไปแบบนี้อีกสิบยี่สิบปี แล้วเราจะเป็นโรคอ้วนเรื้อรัง แต่เป็นเรื่องที่ว่าถ้าเรากินของที่มีอยู่ในตู้เย็น เราจะเป็นโรคอ้วนเรื้อรัง”

ที่แย่กว่านั้น นิยามของ “ภาวะเรื้อรัง” ได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สององศาเซลเซียสเคยเป็นขีดจำกัด แต่ขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าขีดจำกัดมันน้อยกว่านั้น มาถึงตอนนี้ เราได้ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นราว 1 องศา ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เกิดการละลายทะเลนำ้แข็งที่อาร์กติกเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้ระบบนิเวศปะการังของโลกพังทลายลง และปลดปล่อยพลังหายนะของอุทกภัยและภัยแล้ง เดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของปี 2559 เท่าที่เคยบันทึกมา นักวิทยาศาสตร์คิดว่ามันแทบจะการร้อนที่สุดของประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ สถานที่อย่าง Basra ในอิรักซึ่งเป็นสถานที่ที่นักวิชาการระบุว่าอยู่ชายขอบของสวนอีเดนตามคัมภีร์ไบเบิลนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปถึง 149 องศาฟาเรนไฮต์ในปี 2559 เป็นระดับอุณหภูมิที่มนุษย์ไม่อาจทนอยู่ได้ในที่โล่งแจ้ง ในปี 2558 ผู้นำโลกมาประชุมสุดยอด ณ กรุงปารีส และตกลงตัวเลขใหม่ พวกเขากล่าวว่า ต้องพยายามอย่างถึงที่สุดในทุกวิถีทางที่จะรักษาระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส และการมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายเช่นนั้นแบบครึ่งต่อครึ่ง เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียงราวๆ 353 กิกะตัน ดังนั้น ลองเทียบตัวเลขดูอีกครั้ง

942 > 353

ยิ่งต่างกันออกไปอีก ในการมีโอกาสเสมอกันเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส ที่ประชาคมโลกที่ได้ตกลงกันที่ปารีส เราจะต้องปิดเหมืองถ่านหินที่มีอยู่ทั้งหมดและหลุมก๊าซและน้ำมันเกือบทั้งหมดที่เราใช้อยู่ก่อนที่มันจะหมดลง

Kretzmann กล่าวว่า “มายาภาพของความสำเร็จในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวเลขนี้บอกเราว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นหมดลงแล้ว สิ่งที่ตกลงกันที่ปารีสนั้นหมายถึง เราต้องจัดการกับภาวะขาลงในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยทันทีและจัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“การจัดการกับภาวะขาลง” นั้นหมายถึงจะต้องให้เทุกสิ่งทุกอย่างหยุดลงในวันพรุ่งนี้ เรายังสามารถนำเชื้อเพลิงจากบ่อน้ำมันและบ่อก๊าซธรรมชาติและเหมืองถ่านหินที่มีอยู่มาใช้ได้ แต่เราไม่อาจออกไปสำรวจแหล่งใหม่ของเชื้อเพลิงเหล่านี้ เราไม่อาจพัฒนาแหล่งน้ำมัน ก๊าซและถ่านหินที่เรารู้อยู่แล้ว แหล่งที่อยู่ใกล้กับโครงการปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่

ในสหรัฐอเมริกา เหมืองถ่านหิน หลุมก๊าซและน้ำมันที่มีอยู่นั้นคิดเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 86,000 ล้านตัน หรือเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐอเมริกาเดินหน้าต่อและพัฒนาบ่อน้ำมันและพื้นที่ขุดเจาะโดยใช้กระบวนการ fracking ทั้งหมดตามแผนการที่วางเอาไว้ ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อีก 51,000 ล้านตัน และหากเราปล่อยให้เกิดขึ้น สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเดียวที่มีสัดส่วนของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเกือบร้อยละ 40 ของปริมาณทั้งหมด(ปริมาณมากที่สุดที่จะยังคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส)

คณิตศาสตร์ใหม่นี้เป็นข่าวร้ายของผู้เล่นที่ทรงอำนาจจำนวนมาก อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นมีแบบจำลองทางธุรกิจอยู่บนความคิดที่ว่าสามารถขุดน้ำมันและก๊าซขึ้นมาใช้ในแต่ละปีอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ทีมนักธรณีวิทยาของพวกเขากำลังมุ่งค้นหาเพื่อขุดเจาะแหล่งทรัพยากรน้ำมันและก๊าซแห่งใหม่ ในเดือนกันยายน 2559 อะปาเช่ คอปอเรชัน(Apache Corporation) ประกาศว่าได้ระบุการค้นพบบ่อน้ำมันแห่งใหม่ในทางตะวันตกของรัฐเท็กซัสที่มีปริมาณสำรองถึง 3,000 ล้านบาเรลล์ เก็บน้ำมันไว้ใต้ดิน – ซึ่งคณิตศาสตร์ใหม่แสดงให้เราลงมือทำหากต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายที่ประชาคมโลกเห็นร่วมกัน ณ การประชุมสุดยอดโลกร้อนที่กรุงปารีส – จะทำให้อุตสาหกรรมต้องสูญเสียเม็ดเงินนับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับเหตุผลที่พอเข้าใจได้ สหภาพแรงงานที่มีคนงานสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซและขุดเจาะนั้นต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโครงการท่อส่งน้ำมันดาโกต้า (the Dakota Access oil pipeline) ในเดือนกันยายน 2559 แม้ว่าหลังจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยท่อส่งน้ำมันใช้สเปรย์พริกไทยและสุนัขเข้าโจมตีชาวพื้นเมืองอเมริกันอินเดียนที่ประท้วงอย่างสันติเพื่อปกป้องพื้นที่ฝังศพของบรรพบุรุษจากรถรถแทรกเตอร์เกลี่ยดิน นาย Richard Trumka ประธานสหพันธ์แรงงานและสภาองค์กรอุตสาหกรรมแห่งสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้รัฐบาลโอบามาเปิดทางให้กับการก่อสร้างโครงการ นาย Trumka กล่าวว่า การก่อสร้างและการซ่อมบำรุงท่อขนส่งน้ำมันสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับคนงานที่มีฝีมือหลายหมื่นคน หัวหน้าสหพันธ์แรงงานการก่อสร้างอาคารเห็นด้วยว่า “สมาชิกทั้งหลายต้องพึ่งพางานของชนชั้นกลางที่ช่วยสนับสนุนครอบครัวจากการประกันสุขภาพ เงินบำนาญและค่าตอบแทนที่ดี” เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานคนหนึ่งกล่าวอย่างชัดเจนว่า “อย่าให้ต้องล้มเลิกโครงการและควบคุมจนเกินไปหรือเพียงแต่บอกว่า ไม่เอา เก็บมันไว้ใต้ดิน มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น.

เธอพูดถูก มันจะง่ายกว่าสำหรับทุกคนถ้าหากมันไม่ง่ายขนาดนั้น คนงานต้องพึ่งพางานเหล่านั้นจริงๆ เพื่อสร้างวิถีชีวิตชนชั้นกลาง และเราทั้งหมดต่างก็เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งวันและทุกวัน แต่ปัญหาคือมันง่ายเช่นนั้นหรือ เราต้องยุติมัน เราต้องเก็บมันไว้ใต้ดิน ตัวเลขก็คือตัวเลข เราไม่อาจทำอย่างที่เป็นอยู่ได้อีกต่อไปหากเราต้องการมีโลกอยู่

เก็บมันไว้ใต้ดินไม่ได้หมายความว่า เราต้องยุติการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลลงทั้งหมดในทันทีทันใด Kretzmann กล่าวว่า หากเราปล่อยให้แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปัจจุบันเริ่มลดลงไปตามธรรมชาติ เราจะใช้น้ำมันน้อยลงร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2576 นั่นคือเรามีเวลา 17 ปี เมื่อบ่อน้ำมันที่เราขุดเจาะค่อยๆ หมดไป เพื่อแทนมันด้วยพลังงานหมุนเวียน นั่นก็เป็นเวลาที่พอจะแทนรถยนต์ผลาญเชื้อเพลิงด้วยรถไฟฟ้า การเปลี่ยนให้คนงานสร้างท่อลำเลียงน้ำมันและคนงานเหมืองถ่านหินไปเป็นการทำงานสร้างแผงเซลล์สุริยะและกังหันลม ในการที่จะทำตามเมืองที่เดินหน้าไปก่อนอย่างเมือง Portland ที่ห้ามโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และอย่างประเทศจีนที่ห้ามการทำเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ เหล่านี้เป็นจังหวะก้าวเล็กๆ แต่มีความสำคัญ

แม้แต่สหภาพแรงงานขนาดใหญ่บางแห่งเริ่มรับรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานหมุนเวียนจะสร้างงานนับล้านตำแหน่งที่มีผลตอบแทนที่ดีภายในปี พ.ศ.2573 ทุกๆ คนตั้งแต่พยาบาลไปถึงคนงานในภาคการขนส่งต่างคัดค้านท่อขนส่งน้ำมันดาโกต้า สหภาพแรงงานอีกหลายแห่งออกมาคัดค้านการส่งออกถ่านหินและการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วยวิธีแฟรกกิ้ง(fracking) Sean Sweeney ผู้ประสานงานประเด็นแรงงานและการปกป้องสภาพภูมิอากาศกล่าวว่า “นี่ถือเป็นประวัติการณ์ การลุกขึ้นมาของสหภาพแรงงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” นำเสนอทิศทางใหม่ของการเคลื่อนไหวแรงงาน”

แต่การโน้มน้าวผู้นำโลกให้เชื่อคณิตศาสตร์ เพื่อยุติเหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหรือท่อขนส่งน้ำมัน เราจำเป็นต้องขับเคลื่อนในแบบเดียวกับการคัดค้านโครงการท่อส่งน้ำมันคีย์สโตน (the Keystone pipeline) การทำแฟรกกิ้งในนิวยอร์กและการขุดเจาะปิโตรเลียมในอาร์กติก และเราจำเป็นต้องผ่านกฎหมาย “เก็บมันไว้ใต้ดิน” ที่จะการทำเหมืองถ่านหินและการขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่ในพื้นที่สาธารณะ ในสายตาของบริษัทเอ็กซอนโมบิลไปจนถึงรัฐมนตรีมหาดไทย นี่เป็นเรื่องไม่จริงหรือเป็นเรื่องที่ไร้เดียงสา แต่การที่คณิตศาสตร์ใหม่บอกชัดเจน การเก็บแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดินเป็นแนวทางเดียวที่เป็นจริง เรื่องที่ไม่จริงคือการจินตนาการว่า เราสามารถหลีกหนีไปจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นหายนะ ดังที่รายงานของ Oil Change International ระบุ ส่วนสำคัญของนโยบายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทรงพลังมากที่สุดนั้นคือสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด นั่นคือ หยุดขุดเจาะ

นี่คือการทดสอบคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง และไม่ได้เป็นการจัดคะแนนตามเส้นโค้ง มันมีเพียงคำตอบเดียว และถ้าเราทำไม่ถูก แล้วเราทั้งหมด รวมถึงอารยธรรมมนุษย์กว่าหมื่นปีของเราก็จะล้มเหลว