การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสหรือโควิด-19 เป็นประเด็นพูดคุยบนโลกออนโลน์อีกครั้งหลังจากที่ดาวเทียมตรวจสอบมลพิษของนาซาหรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (The National Aeronautics and Space Administration:NASA) และอีซาหรือองค์การอวกาศแห่งยุโรป(European Space Agency:ESA) ตรวจพบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ ในภาพรวมอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 36

นอกจากการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เป็นคู่หูของฝุ่นพิษ PM2.5 แล้ว การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในจีนก็ลดลงด้วย ศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด ออกมาระบุว่า มาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้ผลิตผล(Output)ทางอุตสาหกรรมทั้งหมดของจีนลดลงร้อยละ 15-40 รวมถึงการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน(โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้งที่มีอัตราการผลิตต่ำสุด) การผลิตเหล็กและการเดินทางโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ

ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่ลดลงทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงผลคือปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนหายไปมากกว่า 1 ใน  4 ในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการควบคุมการระบาดของไวรัสในจีน

กราฟแสดงแนวโน้มของการใช้ถ่านหินรายวันในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นของบริษัทใหญ่ 6 แห่งในจีนเทียบก่อนและหลังจากเทศกาลตรุษจีน ระหว่างปี พ.ศ.2557-2563 เส้นสีแดงแสดงถึงแนวโน้มการใช้ที่ลดลงหลังเทศกาลตรุษจีนอันเนื่องมาจากมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส

แต่มลพิษทางอากาศยังเพิ่มสูงที่กรุงปักกิ่งในช่วงเวลาเดียวกัน

แม้คุณภาพอากาศหลายพื้นที่ในจีนแผ่นดินใหญ่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ที่ปักกิ่ง แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อคุณภาพอากาศของปักกิ่งคืออุตสาหกรรมเหล็กและการทำความร้อนในบ้านเรือน โรงถลุงเหล็กรอบๆ ปักกิ่งยังคงทำการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีวัตถุดิบรอป้อนเข้าสู่การผลิตสะสมมากขึ้นทุบสถิติ นอกจากนี้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ยังเป็นช่วยทำให้มีการไหลเวียนของกระแสลมจากแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศรอบๆ เข้ามาในตัวเมือง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ลองจินตนาการดูว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส มลพิษทางอากาศของปักกิ่งจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

รู้จักไนโตรเจนไดออกไซด์

ไนโตรเจนไดออกไซด์คือสารมลพิษทางอากาศหลัก(creteria pollutants) ที่ประเทศทั่วโลกทำการติดตามตรวจสอบ เป็นหนึ่งในสารตั้งต้น(precursor)ของ PM2.5 โดยเป็นก๊าซสีน้ำตาลแดงที่เกิดจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์ รวมถึงกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลสารประกอบหลัก 2 ชนิดที่ปล่อยออกจากกระบวนการดังกล่าวคือ ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และไนตริกออกไซด์(NO) โดยทั่วไป สารมลพิษสองชนิดนี้เรียกรวมกันว่า ออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx)

กรีนพีซใช้ข้อมูลจากเครื่องมือวัด TROPOMI บนดาวเทียม Sentinel 5P ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป(The European Space Agency) เพื่อระบุจุดที่มีการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ข้อมูลที่เที่ยงตรงและมีรายละเอียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศนี้ ทำให้เราเห็นภาพตัวการสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายและทำลายสุขภาพประชาชน

ผลกระทบสุขภาพ

ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx) เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจและความเสียหายต่อปอดหากรับเข้าไปแบบเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังหากรับเข้าไปในระยะยาว

การรับเอาก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในระยะยาว(Long-term exposure) สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในสหภาพยุโรป การรับเอา NO2 เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 75,000 คนต่อปี ในจีน มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นโดยระบุว่า ผลจากการสัมผัส NO2 นำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ

ทางออกจากวิกฤตรอบด้าน

แม้ว่าการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในกรณีของจีนเป็นผลมาจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส ก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรละเลยแนวทางป้องกันมลพิษทางอากาศที่แหล่งกำเนิด  การศึกษาพบว่า ความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์ในภาพรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าความเข้มข้นในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

จุดที่เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งส่งผลให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล – โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงงานอุตสาหกรรมและระบบการคมนาคมที่ไม่ยั่งยืน แหล่งกำเนิด(ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์)อื่นๆ ยังรวมถึงระบบเกษตรกรรมและการจัดการป่าไม้ที่ไม่ยั่งยืน ผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการปล่อยมลพิษทางอากาศออกมาจากแหล่งกำเนิดดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมี “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน(energy transition)” เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั่นคือ การผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียน ประสิทธิภาพพลังงาน ระบบการเดินทางและการคมนาคมที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพายานยนต์ส่วนตัวและสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

กฏเกณฑ์ที่หย่อนยานในการควบคุมและลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิดสำหรับโรงไฟฟ้านั้นเป็นเหตุผลหลักประการสำคัญของการปล่อยมลพิษทางอากาศในจุดต่างๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิด นอกเหนือจากการที่สาธารณะชนต้องเข้าถึงรายงานการวัดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ปลายปล่องแล้ว มีความจำเป็นเร่งด่วนในการทำให้มาตรฐานการปล่อยมลพิษเข้มงวดมากขึ้น

ยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล(Diesel Engines) จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มากกว่ายานยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซีน(Gasoline vehicles) อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ดีเซลเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นที่ใหญ่กว่านั่นคือ เครื่องยนต์สันดาปภายใน(the internal combustion engine) ยานยนต์ส่วนตัวที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยหลักของสาเหตุมลพิษทางอากาศ ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีแผนการจัดการลดการพึ่งพายานยนต์แบบสันดาปภายใน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง เน้นระบบขนส่งมวลชนหรือระบบร่วมเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading