หลังจากเข้ามารับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยุโรปในเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา Ursula von der Leyen นักการเมืองชาวเยอรมนียืนกรานที่จะนำเอาประเด็นภาวะฉุกเฉินทางนิเวศวิทยาและสภาพภูมิอากาศเป็นวาระสำคัญของสหภาพยุโรป เธอสัญญาถึง “ข้อตกลงสีเขียวแห่งยุโรป(European Green Deal)” ที่เป็นนโยบายครั้งสำคัญของสหภาพยุโรปและทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจยุโรปในอีก 3 ทศวรรษข้างหน้าในการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ที่จะสร้างอัตราการเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ รวมทั้งการรับมือกับวิกฤตโลกร้อนและการลดความเหลื่อมล้ำ โดยที่หัวใจสำคัญคือกฏหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(EU Climate Law) ฉบับใหม่

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและจีนมุ่งทำสงครามการค้า สหรัฐอเมริกาเองยังถอนตัวจากความตกลงปารีส ทำให้ชาวยุโรปมีโอกาสมากที่สุดที่จะผลักดันให้ผู้นำทางการเมืองของตนลงมือทำเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนอย่างจริงจังเสียที เพราะสหภาพยุโรปคือหนึ่งในสามมหาอำนาจทางเศรษฐกิจร่วมกับจีนและสหรัฐอเมริกา ยุโรปเองมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน 22% บทบาทของยุโรปต่อการกู้วิกฤตนี้จึงสำคัญ

Sebastian Mang ที่ปรึกษานโยบายสหภาพยุโรปของกรีนพีซ วิเคราะห์ว่า สิ่งที่สหภาพยุโรปประกาศว่าจะตอบรับต่อภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในทางการเมือง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันยังไม่เพียงพอเมื่อเราพิจารณาถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และขนาดของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญกันอยู่

ในภาพรวม กฏหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป และข้อตกลงสีเขียวแห่งยุโรปล้มเหลวในการต่อกรกับรากเหง้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่ขึ้นกับการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติ และเอารัดเอาเปรียบกลุ่มคนที่อ่อนแอกว่า

ความเห็นของกรีนพีซต่อกฏหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป รวมถึง ;

  • กฏหมายดังกล่าวนี้จะเน้นเป้าหมายเพื่อบรรลุ “ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(net-zero emissions)” ภายในปี พ.ศ.2593 ซึ่งมันสายเกินไป เราต้องมีเป้าหมายที่มุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ.2573 รัฐบาลหลายประเทศในสหภาพยุโรปนั้นสนับสนุนเป้าหมายที่จะลดการปล่อย 55% ภายในปี พ.ศ.2573(เทียบกับปีฐาน พ.ศ.2533) แล้ว ถึงกระนั้น ก็ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส(เทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม)
    • ไม่รวมแผนงานที่จะลด ละ เลิกการอุดหนุนทางการเงินต่ออุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เป็นตัวการก่อโลกร้อน เช่น อุตสาหกรรมการบิน สนามบินและเกษตรอุตสาหกรรม
    • ล้มเหลวในการแก้ปัญหาและป้องกันอิทธิพลทางการเมืองและการฟอกเขียวของอุตสาหกรรมฟอสซิล
    • ไม่ได้รับรู้ถึงผลกระทบที่ขยายตัวมากขึ้นของฟาร์มอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 12-17% ในสหภาพยุโรป
    • ล้มเหลวในการลด ละ เลิกยานยนต์ใหม่ที่ใช้น้ำมันดีเซลและเครื่องยนต์สันดาปภายในที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นภายในปี พ.ศ.2571 มาตรการเพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพารถยนต์และเครื่องบินไปสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนในการเดินทางควรที่จะผนวกรวมเข้าไปในกฏหมายด้วย
  • หันกลับมามองบ้านเรากันบ้าง ขณะนี้ประเทศไทยโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังเร่งผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งสาธารณะชนน่าจะได้เห็นหน้าตาภายในช่วงปลายปี พ.ศ.2563 นี้ คุณคิดว่าอย่างไร?

    อ่านเพิ่มเติมเรื่องกฏหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป https://www.greenpeace.org/international/story/28975/people-power-eu-climate-law-work-european-green-new-deal/ และ ข้อตกลงสีเขียวแห่งยุโรป(European Green Deal) https://www.greenpeace.org/eu-unit/issues/climate-energy/2517/european-green-deal-misses-the-mark/

    Leave a Reply

    We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
    Cookies settings
    Accept
    Privacy & Cookie policy
    Privacy & Cookies policy
    Cookie name Active
      Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
    Save settings
    Cookies settings

    Discover more from taragraphies

    Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

    Continue reading