จดหมายจากกลุ่มพิทักษ์ปกาสัยถึงเลขาธิการอนุสัญญาแรมซ่าร์กรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

จดหมายจากกลุ่มพิทักษ์ปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ถึงนายอนาดา ไทกา เลขาธิการอนุสัญญาพื้นที่ชุ่มน้ำกรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินคุกคาม “ปากน้ำกระบี่” พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ

——————

Anada Tiéga,

Secretary General

Ramsar Secretariat

Rue Mauverney 28
CH-1196 Gland, Switzerland

Tel.: +41 22 999 0170
Fax: +41 22 999 0169

E-Mail: ramsar@ramsar.org

CC :

Her Excellency Ms. Yingluck Shinawatra, Prime Minister of Thailand

Mr.Plodprasop Suraswadi, Deputy Prime Ministers

Mr. Sutas Patamasiriwat, Governor of Electricity Generating Authority of Thailand(EGAT)

Mr. Preecha Rengsomboonsuk, Minister of Natural Resources and Environment

Mr. Santi Boonprakub, Secretary – General, Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP)

Mr. Pongsak Ruktapongpisal, Minister of Energy

Dr. Surapong Tovichakchaikul, Minister of Foreign Affairs

May 28, 2013

Subject : Concerns Over Possible Threats from a 870 MW coal-fired power plant project to Krabi Estuary (Ramsar site no.1100) one of the Wetlands of International Importance

On behalf of local community in Krabi province and civil society working on the protection of wetlands in Thailand, we are writing to you with the recognition that Thailand, as the Member State under Ramsar convention, has committed to implementing the “three pillars” of the Convention: to designate suitable wetlands for the List of Wetlands of International Importance (“Ramsar List”) and ensure their effective management; to work towards the wise use of all their wetlands through national land-use planning, appropriate policies and legislation, management actions, and public education; and to cooperate internationally concerning transboundary wetlands, shared wetland systems, shared species, and development projects that may affect wetlands.

We would like to inform you and express our grave concerns on the possible negative impacts to Krabi Estuary’s ecological character from a 870 MW Coal-fired Power Plant Project proposed by the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT).

The proposed coal power project is set to be constructed in 2015 at  Tambol Pakasai , Nhua Khlong  district, one of Krabi’s important estuaries. Aside from the known negative effects of coal plant emissions, the power plant that will be built in the area adjacent to Thailand’s second largest seagrass ecosystem, part of the Krabi Estuary categorized as Wetlands of International Importance under Ramsar Convention. Once built, this important wetland area will be the transport zone for toxic coal shipments.

According to Environmental and Health Impact Assessment (EHIA) of proposed coal-fired power plant, at least 2.3 million tonnes of coal would be imported from Indonesia, Australia and/or South Africa every year. Shipment of imported coal to the planned Krabi coal plant would require transshipment at sea. A 50,000-100,000 DWT Coal Carrier would have to anchor at sea 66 kilometer far from the location of proposed coal plant, and then unload coal into a smaller coal barge. It would need a huge inland wharf to accommodate two coal barges come along side at the same time to unload coal to the coal yard. This coal transshipment would add to the massive dredging, dumping and shipping which is turning our fishing grounds, sea grass beds and mangroves into a coal superhighway.

We believe that the planned Krabi coal plant, once it is built, will undermine the Convention’s mission that is “the conservation and wise use of all wetlands through local and national actions and international cooperation, as a contribution towards achieving sustainable development throughout the world”.

As a concerned citizen of Thailand we bring the issue to the Ramsar Convention Secretariat so that this will be informed at the earliest possible time as the ecological character of Krabi Estuary is under threat from the development of dirty energy project. We also keep Thailand’s Office of Natural Resource and Environmental Policy Planning(ONEP) as a responsible government body informed.

Lastly we would like to hear from you if there is any action taken to keep spirit, mission and commitment of Ramsar Convention alive with regards to Krabi Estuary – one of the Ramsar Site of International Importance.

Sincerely,

Somsak Nobnob

Pakasai Protection Group, Krabi Province

Office of Village Headman, Moo 4, Tambol Pakasai,

Nuea Klong District, Krabi Province 81130

pitakpakasai@facebook.com

Natural Resource Conservation Group of Pakasai, Krabi Province

Public Health Volunteer Group, Krabi Province

Fisherfolks Communities of Krabi

Fisherfolks Network of Pangna Bay, Andaman

ชาวประจวบรับได้ถ้าประชาชนเห็นด้วยที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 โรง รวม 4,000 เมกะวัตต์ในกรุงเทพฯ ลดเสี่ยงไฟฟ้าดับ

28 พฤษภาคม 2556 เวลา 9.30น. จากการสอบถามของสื่อมวลชนกรณีนายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ อยากให้ทำประชามติ เพื่อขอความเห็นจากประชาชนทั้งประเทศ ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น นางสาวกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กล่าวว่า

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ให้มีประสิทธิภาพสูงหลักการคือควรสร้างใกล้ศูนย์กลางพื้นที่ๆมีการใช้ไฟฟ้าสูง กรณีไฟฟ้าดับภาคใต้กฟผ.บอกชัดเจนว่า สายส่งของกฟผ.มีความอ่อนไหวสูงต่อกรณีฟ้าผ่า ถ้ายิ่งสร้างโรงไฟฟ้าไกลพื้นที่ใช้ไฟฟ้าสูงสายส่งยาวจะยิ่งเสี่ยงสูงต่อไฟฟ้าดับ

ไฟฟ้าสำรองของประเทศปัจจุบันก็กว่า 5,000เมกกะวัตต์ ภาคใต้มีความต้องการด้านการใช้ไฟฟ้าที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ แค่200เมกะวัตต์ ส่วนต่างไม่มากไม่ได้เป็นภาระต่อระบบ ปีหน้าโรงไฟฟ้าจะนะผลิตไฟฟ้าเพิ่มได้อีก 800 เมกะวัตต์ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการจัดการ

ถึงกระนั้นรัฐยังควรสนับสนุนให้มีโครงการการจัดการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคลงได้อีก  สั่งการให้กฟผ.เปิดสายส่งรับซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพและภาคใต้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศด้านการท่องเที่ยว เกษตร ประมง จึงมีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมสูงไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

หากจะทำประชามติ หัวข้อที่เหมาะสมสุดคือ คนทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่กรุงเทพมหานครก่อนอย่างน้อย 4,000เมกกะวัตต์หรือ 5 โรง และถ้าสามารถพิสูจน์ว่าการบริหารแบบไทยๆ  เอาอยู่ในการคุมมลพิษก็ให้สร้างเพิ่มได้อีกและพื้นที่อื่นๆก็น่าจะสบายใจขึ้น

เพราะข้อเท็จจริงกรุงเทพมหานครใช้ไฟฟ้าสูงถึง 8,000 เมกะวัตต์ คิดเป็น 30%ของการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ และมีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นทุกปี อนาคตมีโครงการรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกมากมายแต่มีโรงไฟฟ้าเป็นของตนเองเพียง 2 โรงคือพระนครเหนือพระนครใต้ กำลังการผลิตรวมแค่ 2,850 เมกะวัตต์รับก๊าซจากพม่า   หากพม่าปิดซ่อมท่อก๊าซในฤดูร้อนไม่มีเหลือไฟฟ้าเลย จะหวังพึ่งไฟฟ้าจากสายส่งของกฟผ.เพียงอย่างเดียวถือว่าเสี่ยงสูงเกินไป เพราะฟ้าผ่าเป็นเรื่องธรรมชาติเราคงห้ามไม่ได้

เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรุงเทพคือแหล่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นหน้าตาของประเทศ เราจะปล่อยให้เสี่ยงไฟฟ้าดับอยู่อย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหมาะสมที่จะพิจารณาให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดก่อนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า กระจายความเสี่ยงของเชื้อเพลิง และเป็นธรรม คือผู้ใช้ไฟฟ้าเยอะต้องรับความเสี่ยงจากมลพิษเยอะตามไปด้วย

หากผลการทำประชามติ ออกมาว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศเห็นด้วยให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดในกรุงเทพ ก็ต้องยอมรับ แบบนี้คงไม่เป็นปัญหา รับได้

อยากเสนอให้เรกูเลเตอร์ ทำประชามติแถมไปด้วยว่าคนไทยทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้ลดเงินเดือนของเรกูเลเตอร์จาก 350,000 บาท เหลือ 50,000 บาทพอ เพราะเห็นว่า  มีผลงานไม่คุ้มเงินเดือน  เช่น ไม่กล้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าช่วงพีค ไม่กล้าเช็คบิลค่าเสียหายจากบริษัทปตท.เป็นหลักหลายพันล้านกรณีไม่ส่งก๊าซให้โรงไฟฟ้าของกฟผ.ตามสัญญาอย่างซ้ำๆซากๆ แต่ไปอนุมัติขึ้นค่าเอฟทีแทน

หรือแม้แต่กรณีไฟฟ้าดับทั้งภาคใต้เรกูเลเตอร์ก็มีส่วนต้องรับผิดชอบตามที่กฟผ.บอกคือไม่ปรับระบบให้ไฟฟ้าดับในวงแคบเป็นต้น

แต่เพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและแสดงความรับผิดชอบจริง เรกูเลเตอร์น่าจะขอลดเงินเดือนตัวเองได้เลยโดยไม่ต้องรอทำประชามติ แบบนี้ก็รับได้

Green Backlash : ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม VS อำนาจของบรรษัท

ธารา บัวคำศรี
บทนำเสนอในการเสวนาเรื่อง “องค์กรประชาชนกับการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง”
ณ โรงเรียนกัลยาณวัตร จังหวัดขอนแก่น วันที่ 4 ตุลาคม 2546 

กราบคารวะดวงวิญญาณของพี่สำเนา ศรีสงคราม ประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง สวัสดี ผู้เข้าร่วมเสวนาทุกท่าน และขอขอบคุณทางผู้จัดงานที่ให้เกียรติผมมาร่วมงานในวันนี้ โดยเฉพาะคุณยอร์ช ที่ประสานและอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี

ผมได้รับมอบหมายให้มาพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม ผมคิดอยู่เสมอว่า “การมีส่วนร่วม หรือ participation” เป็นคำที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกดี มีความหวัง คล้าย ๆ กับเราได้ยินคำว่า “ประชาธิปไตย” แต่ในระยะหลัง ๆ ผมกลับมีความรู้สึกค่อนข้างจะไปในทางตรงกันข้าม ผมคิดว่าหลายครั้งคำเหล่านี้ได้ถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมเชิงสถาบันและสถานะที่ดำรงอยู่ของโครงสร้างอำนาจ เช่นว่า ประชาธิปไตยคือเลือกตั้งกันไปแล้วก็จบ ดูง่าย ๆ จากคนกรุงเทพเลือกผู้ว่า ปรากฏว่า ไปๆ มาๆ ผู้ว่าคนนี้ไม่ค่อยได้ทำอะไรสักเท่าไร วัน ๆ แกก็ “ชิมไปบ่นไป” วันดีคืนดีก็พาเทศกิจพา ตำรวจมาช่วยรัฐบาลทักษิณรื้อเต็นท์สมัชชาคนจนหน้าทำเนียบ เร็วๆ นี้ก็บอกว่าจะเก็บสนามหลวงไว้รับ APEC ไม่ใช่พื้นที่สำหรับรำลึก 14 ตุลา ประชาธิปไตย

เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนก็เหมือนกัน ผมคิดว่าความหมายจริง ๆ ของมันถูกช่วงชิงไปอาจจะตั้งแต่เราแปลมันมาจากคำว่า people participation แล้วก็ได้…คือในที่สุดแล้วก็กลายเป็นว่าการเรียกร้องให้มีส่วนร่วมเพื่อปกป้องระบบนิเวศลำน้ำพองขององค์กรชุมชนกลายมาเป็นการสูญเสียผู้นำกลุ่ม

การมีส่วนร่วมที่ว่ามันมีหลายระดับมันก็เลยอยู่โทนเดียวคือไปเป็นตราประทับให้กับคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่มีการจัดตั้งขึ้นมาเต็มไปหมดโดยหน่วยงานต่าง ๆ ระดับสูงขึ้นมาหน่อยก็เป็นประชาพิจารณ์ซึ่งที่ผ่านมาเป็นกระบวนการที่มีแต่บทเรียนแห่งความเจ็บปวดอย่างที่รู้ๆ กันอยู่

คุณยอร์ชบอกว่า ให้ผมช่วยเล่ากรณีศึกษาในต่างประเทศที่พอจะสะท้อนให้เห็นประเด็นในทางสากลของกรณีการสังหารพี่สำเนา ผมกลับคิดว่า จริง ๆ แล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องไปถึงต่างประเทศเพราะในบ้านเราเองก็มีหลายกรณีที่เกิดขึ้นแบบเดียวกัน ทั้งในภาคอิสานเอง และอีกหลายๆ พื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ผมจะลองนำเสนอดูเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนความเห็นที่กว้างขึ้นในเวทีนี้

ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นสำคัญว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่สำเนามันมีนัยสำคัญในเชิงเปรียบเทียบและเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทั่วโลกที่มีลักษณะเดียวกันอย่างไร

ผมขออนุญาตเล่าประสบการณ์ตรงที่ไปเจอมาสักนิด หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่อง แก็สพิษรั่วจากโรงงานผลิตยาฆ่าแมลงที่ชื่อบริษัทยูเนียนคาร์ไบด์ในเมืองโภปาล อินเดีย เมื่อสักประมาณ 17-18 ปีที่ผ่านมาซึ่งก่อให้เกิดการเสียชีวิตและล้มป่วยของผู้คนนับเรือนหมื่นเรือนแสนมาจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อเดือนธันวาคมปี 2545 ผมได้ไปอยู่ที่นั่นเพื่อร่วมกิจกรรมฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษ โดยเราจัดทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจเข้าไปในโรงงาน โรงงานนี้ถูกทิ้งร้างหลังจากเกิดหายนภัยและมีกากสารพิษทิ้งแพร่กระจายทั่วพื้นที่ น้ำใต้ดินบริเวณนั้นก็มีสารก่อมะเร็งหลายชนิดปนเปื้อน ยังไม่ทันที่ทีมปฏิบัติการจะนำเอากากสารพิษเข้าบรรจุลงในถัง ก็ปรากฏว่า กำลังตำรวจมาถึงและหยุดปฏิบัติการของเรา จับตัวนักกิจกรรมกว่า 50 คน ไปรอลงบันทึกอยู่หน้าเรือนจำกลาง นักกิจกรรมชาวอินเดียถูกจับแยกไว้อีกที่ ไอ้พวกเราโดนจับยังไม่เท่าไร ที่แย่มาก ๆ คือ เราได้ทราบข่าวว่า ชาวบ้านที่อยู่รอบโรงงานซึ่งเข้ามาร่วมกิจกรรมกับเราได้ทำการปิดถนนประท้วงที่ตำรวจจับตัวนักกิจกรรมไปนั้น ในที่สุดแล้ว ก็ถูกกำลังตำรวจสลายไปด้วยวิธีการที่รุนแรงและโหดร้ายมาก

ผมมีประเด็นสำคัญสองสามประเด็น

ประเด็นแรก – กรณีของน้าสำเนาเป็นส่วนหนึ่งในปรากฏการณ์ของการโต้กลับเพื่อที่จะสลาย/ทำลายหรือทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเองอ่อนกำลังลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก ทั้ง 5 ทวีป – อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-แปซิฟิค คล้ายกันหมด

ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าโอโกนีในประเทศไนจีเรียที่โดนรัฐบาลเผด็จการจับไปฆ่า ไปทรมาน และนำเอาผู้นำกลุ่มคนสำคัญไปแขวนคอประจานโทษฐานที่ไปต่อต้านบริษัทน้ำมันข้ามชาติที่เข้ามาทำลายพื้นที่เพื่อขุดเจาะน้ำมัน เป็นการต่อสู้ที่ถึงชีวิตกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะเป็น การที่สายลับของรัฐบาลฝรั่งเศสเข้าขัดขวางกลุ่มกรีนพีซในการรณรงค์ต่อต้านการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ในมหาสมุทรแปซิฟิคใต้โดยการระเบิดจมเรือเรนโบว์ วอริเออร์ และทำให้ลูกเรือที่เป็นช่างภาพเสียชีวิต

ไม่ว่าจะเป็น ความรุนแรงที่กระทำต่อชุมชนและชนเผ่าในบราซิลที่พยายามปกป้องระบบนิเวศของป่าอะเมซอน และอีกหมายต่อหลายกรณี เช่น เรื่องการต่อต้านการสร้างเขื่อนหรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่าง ๆ

อีกประเด็นหนึ่ง เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันคือ แบบแผนของการโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมทั่วโลกซึ่งมีคนได้พยายามศึกษาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โดยการวิเคราะห์ถึงพลวัตรหรือความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงผ่านแว่นตาของเหตุการณ์ แล้วมีข้อเสนอที่น่าสนใจมากออกมาซึ่งผมจะกล่าวสรุปในตอนท้าย

การโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมซึ่งมีศัพท์ว่า Green Backlash เป็นเรื่องที่น่าศึกษาและติดตาม บางคนแปลคำนี้ให้ชัดเจนขึ้นเป็น “เขียว(จริง)ปะทะเขียว(ปลอม)”…

ความยากของการมองแบบแผนของปรากฎการณ์นี้ก็คือว่า หนึ่ง – ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมันมีหลากหลายเป็นแถบซ้อนกันอยู่ สรุปโดยพื้นฐานแล้วก็คือ ขบวนการที่ใครสักคนหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม – จากนักวิชาการในมหาวิทยาลัยจนถึงคนชายขอบระดับรากหญ้า สอง – การนิยามคำว่า การต่อต้านนักสิ่งแวดล้อมหรือขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมยิ่งเป็นเรื่องยากและอันตราย คนที่ศึกษาเรื่องนี้ก็ใช้สามัญสำนึกง่าย ๆ ว่า เป็นขบวนการที่ใครสักคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำงานอย่างแข็งขันเพื่อต่อต้านกลุ่มที่ทำงานปกป้องสิ่งแวดล้อม คำคมที่ผมจำไว้และนำเอาไปเล่าต่อมาจาก วันทนา ศิวะ นักวิชาการชาวอินเดีย โดยแกบอกว่า “เราอาจจะต้องรู้ว่า เมื่อการทำงานของเรามีประสิทธิภาพ การโต้กลับก็จะเกิดขึ้น” แกบอกอีกว่า “การโต้กลับเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพราะมันแสดงให้เห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”

แบบแผนของการโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมีลักษณะเด่นชัดมากในสหรัฐอเมริกา

1)    เชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัด มีการทำให้วิวาทะด้านสิ่งแวดล้อมกระจัดกระจายไป ห่างไกลจากการอภิปรายหาทางออก และมีการเผชิญหน้ากันโดยตรงมากขึ้น ใช้ความรุนแรงมากขึ้น

2)    มีกลุ่มบรรษัทให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มต่อต้านนักสิ่งแวดล้อมและนักคิดฝ่ายขวาที่สนับสนุนให้มีการลดข้อบังคับของกฎหมายสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ใช้เงินจำนวนมหาศาลในการทุ่มการประชาสัมพันธ์เพื่อพยายามลดทอนพละกำลังของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมกันนั้นก็เข้าร่วมวิวาทะด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

กลยุทธที่มีการใช้ไปทั่วโลก เช่น

1)    กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมมีการนำเอาคำต่าง ๆ มาใช้เพื่อสนับสนุน business as usual ของตน ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาที่ยั่งยืน วิทยาศาสตร์ที่เข้าท่า สามัญสำนึก เศรษฐกิจที่สมเหตุสมผล ความสมดุลทางสิ่งแวดล้อม

2)    การทำให้ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนว่าเป็นพวกนิยมความรุนแรง สุดขั้ว และสร้างเรื่องขึ้น ซึ่งมีประสิทธิผลทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอย่างสันติวิธีขาดการสนับสนุน

3)    ตั้งชื่อให้ตัวเองเป็นมิตรกัยระบบนิเวศ (Alliance for Environmental Resources, American Environmental Foundation, Coalition of Responsible Environmentalist, Forest Forever, Our Land Society

4)    เรียกตัวเองว่าเป็นนักสิ่งแวดล้อมตัวจริง ขณะที่เรียก activist ว่าเป็นนักอนุรักษ์

5)    เรียกนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมว่าเป็นพวกคลั่งศาสนา เช่น มีคำพูดว่า เราอยู่ในสงครามทางจิตวิญญาณของสัดส่วนที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน สงครามระหว่างผุ้ที่เชื่อว่าพระเจ้าส่งเรามาบนโลกนี้กับผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าคือธรรมชาติ”

6)    ป้ายสีว่า นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเป็นคอมมิวนิสต์ เช่น คำพูดว่า นักสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกับแตงโม ข้างในสีแดง ข้างนอกสีเขียว. เปรียบเทียบขบวนการสิ่งแวดล้อมว่าเป็นเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นต้น

7)    เรียกนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมว่าเป็นพวกนาซี

8)    นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเป็นพวกชนชั้นนำ

9)    สร้างภาพให้เห็นว่าขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมีประเด็นแอบแฝง

10) ลดทอนให้เห็นว่านักสิ่งแวดล้อมเป็นพวกสุดขั้ว

11) นักสิ่งแวดล้อมออกมาเพื่อทำลายเศรษฐกิจ การจ้างงาน ทำลายอารยธรรมและระบบทุนนิยม

12) นักสิ่งแวดล้อมเป็นพวกต่อต้านวิทยาศาสตร์

13) นักสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรง

โดยสรุป ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมถูกระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อ 1) ทุนนิยมของบรรษัทที่ไร้การควบคุม 2) อุดมการณ์ทางการเมืองของฝ่ายขวา และ 3) สถานะที่เป็นอยู่ของรัฐชาติ

ข้อเสนอที่จะรับมือกับการโต้กลับคือ 1) กลับไปค้นหารากเหง้าของตนเองอีกครั้ง 2) ขยายการทำงานกับกลุ่มอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด 3) ผลักดันให้เกิดทางออกและทางเลือกเชิงบวกที่ประสานสอดคล้องกับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

ขอบคุณครับ

บทกวีนิรนามจากการประชุมองค์การค้าโลกที่เมืองซีแอตเทิล ปี 2542

ทำไมเรามาที่นี่

เพราะโลกที่เราใฝ่ฝัน สิ่งที่เราเชื่อมั่น มันอันตรธานไป
เพราะดวงอาทิตย์กลายเป็นมะเร็งและดาวพระเคราห์ที่เราอาศัยอยู่มันร้อนขึ้น
เพราะเด็กกำลังอดอยากหิวโหยใต้ร่มเงาของเรือยอท์ชและการประชุมสุดยอดทางเศรษฐกิจ
เพราะมันมีเครื่องบินมากเกินไปแล้วบนท้องฟ้า

นี้เป็นโลกปรุงแต่งที่คุณเสาะหาเพื่อย่นย่อมันและเร่งเร้ามัน
เรามาที่นี่เพื่อมาบอกคุณว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เราต้องการจะซื้อหา

สิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่เงิน หากเป็นความเป็นความตายของธรรมชาติ ความมั่งคั่งของงาน เราไม่ต้องการไม้ราคาถูก เราต้องการต้นไม้ที่มีชีวิต
เราไม่ต้องการจีเอ็มโอ เราต้องการเห็นและได้กลิ่นอาหารที่มาจากพืชที่เราปลูกในละแวกบ้านที่เราอยู่

เรามาที่นี่เพราะเสียงร่ำร้องภายในของเรา ความทรงจำในกระแสเลือดบอกเรา คุณมิใช่เป็นแค่ธนาคาร หรือ แหล่งทุน คุณกลายเป็นส่วนปลายอันมืดบอดของคลื่นสีดำที่หลงลืมแหล่งที่มา

เรามาที่นี่เพื่อปกป้องและเคารพสัจจะ ธรรมชาติ มนุษย์ และธรรมดาสามัญ จากคลื่นแห่งความละโมบ

เรามาที่นี่โดยการยืนหยัดของจิตวิญญาน และโดยสิทธิทางธรรมชาติ
หากคุณสงสัยถึงอำนาจแห่งสัจจะและความสูงสุดของธรรมชาติ ลองหยุดหายใจสักช่วงหนึ่ง

คุณรู้ถึงแรงกดดันของความปรารถนาของเรา
เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อยอมรับกฏเกณฑ์ของคุณ
เรามาที่นี่เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณ และเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง จากภายในออกมา
นี่มิใช่การประท้วงทางการเมือง
มันคือการตื่นขึ้นของจิตวิญญาน