จีนและสหรัฐอเมริกามีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศรวมกันราว 40% ของทั้งโลก สองมหาอำนาจนี้มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่และต้องลงมือทำร่วมกัน เพื่อมิให้โลกไปถึง climate endgame

จีนเป็นแชมป์ปล่อย GHG แซงหน้าสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ราวๆ ปี 2548 แต่เมื่อนับการปล่อย GHG สะสมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18-19 สหรัฐอเมริกาก็ยังเป็นแชมป์อยู่ดี เรื่องนี้ถูกหยิบยกเป็นประเด็นการเจรจาต่อรองอยู่เสมอว่าใครจะลดก่อนลดหลัง ลดมากลดน้อย

ความเคลื่อนไหวของจีนที่ตัดความสัมพันธ์แบบทวิภาคีในเรื่อง climate change หลายฝ่ายออกมาโทษ ปธ.รัฐสภาสหรัฐ คุณเพโลซี ในฐานที่ไปกระตุกหนวดพญามังกรที่ไต้หวัน ก็ว่าไปครับ แต่เราต้องคิดเชิงวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง ทั้งภูมิรัฐศาสตร์กับการเมืองด้านสภาพภูมิอากาศ ความสัมพันธ์ที่เปราะบางแบบนี้มีมาเรื่อยๆ หนักบ้าง เบาบ้าง

สหรัฐฯ และจีนกล่าวหากันและกันว่าไม่ลงมือทำมากพอเพื่อลด GHG เช่น จีนโจมตี “ความเห็นแก่ตัว” ของสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะนั้นยกเลิกการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในปี 2560 ในขณะที่โจ ไบเดน กล่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน “ทำผิดพลาดครั้งใหญ่” โดยไม่เข้าร่วม COP26 ที่กลาสโกว์ช่วงปลายปี 2564 ที่ผ่านมา เป็นต้น

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มีความสำคัญเชิงทางยุทธศาสตร์เป็นพิเศษ หลายทศวรรษที่ผ่านมา มีความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาดมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ นับตั้งแต่ปี 2552 ความร่วมมือนี้ได้ยกระดับและขยายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ผู้คนหลายพันคนจากทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันเพื่อทำวิจัยร่วมกัน เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และข้อมูลข่าวสาร รวมถึงพัฒนากิจการเชิงพาณิชย์เพื่อนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้

ความร่วมมือที่เปราะบางเกิดขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจผู้ปล่อย GHG มากที่สุดในโลก ก่อนการประชุม UNFCCC COP27 ในอียิปต์ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มีความหวังเพียงเล็กน้อยที่จะหลีกเลี่ยง climate endgame หากสหรัฐฯ และจีนไม่ลงมือลดการปล่อย GHG ให้มากที่สุดตามเป้าหมายความตกลงปารีส

คุณ Nate Hultman ผอ.ศูนย์ Global Sustainability ที่มหาวิทยาลัย Maryland กล่าวว่า ความสัมพันธ์ในวงกว้างนั้นซับซ้อนมาก แต่ทั้งสองประเทศต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องความร่วมมือแบบทวิภาคีเท่านั้น แต่เป็นมิติระดับโลก “ คุณ Nate Hultman หวังว่าการระงับความร่วมมือแบบทวิภาคีนี้จะกินเวลาสั้นๆ และสหรัฐฯ และจีนต้องกลับมาคุยบนโต๊ะเจรจาโดยเร็วที่สุด

แต่ถึงจะไม่มีจีนและสหรัฐฯ บนโต๊ะเจรจาใน COP27 การเจรจาที่ COP27 ในอียิปต์ก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป คุณ Nate Hultman ให้ความเห็นว่า COP27 จะไม่ล้มเหลวเพียงเพราะว่า สหรัฐอเมริกาและจีนไม่แก้ไขความแตกต่างของพวกเขา ประชาคมนานาชาติต้องร่วมกันหาทางอื่นๆ ที่สามารถทำได้”

อ้างอิง :
https://www.theguardian.com/environment/2022/aug/05/what-does-the-us-china-row-mean-for-climate-change-taiwan
https://www.csis.org/us-china-climate-and-energy-relationship
https://www.scmp.com/comment/opinion/article/3153831/cop26-why-us-china-rivalry-could-be-death-climate-change-diplomacy

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading